วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุน (18 ส.ค.64)

กำไรใน 2Q64 เพิ่มขึ้นเท่าตัว YoY จากฐานที่ตํ่า, เศรษฐกิจฟื้นตัว

กำไรของ บจ. ไทยใน 2Q64 โตแรง YoY และโตเล็กน้อย QoQ ดีกว่า consensus 8.5%

ช่วงของการรายงานผลประกอบการ 2Q64 สิ้นสุดลงแล้ว โดยกำไรสุทธิรวมของ บจ. ไทยใน 2Q64 ในอยู่ที่ 2.737 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 119% YoY และ 4% QoQ เนื่องจากฐานที่ต่ำมากใน 2Q64 ซึ่งเป็นช่วงที่ COVID-19 ระบาดระลอกแรก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และเศรษฐกิจใน
ประเทศ สำหรับงวด 1H64 กำไรสุทธิรวมของบจ. ไทยอยู่ที่ 5.377 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% YoY ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะหุ้นที่ KGI ทำการศึกษา กำไรสุทธิรวมใน 2Q64 ดีกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ 8.5% ซึ่งเมื่อดูจาก figure 1 จะเห็นได้ว่า 46% ของหุ้นที่ KGI ทำการศึกษามีผลประกอบการดีกว่า consensus ซึ่งสัดส่วนนี้ค่อนข้างสูง และเทียบได้กับใน 2Q63 ซึ่งเป็นช่วงที่นักวิเคราะห์มีความคาดหวังต่ำมากต่อผลประกอบการในช่วงที่ COVID ระบาดระลอกแรก ในขณะเดียวกัน 29% ของหุ้นที่เราทำการศึกษามีผลประกอบการที่เป็นไปตามคาด และอีก 25% มีผลประกอบการต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้

ผลประกอบการหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี และโรงพยาบาลแข็งแกร่งที่สุด ในขณะที่กลุ่มการเงินและพลังงานออกมาน่าผิดหวัง

ใน 2Q64 Spread ของปิโตรเคมีที่แข็งแกร่งทำให้กำไรของหุ้นปิโตรเคมีออกมาดี ในขณะที่กำไรของกลุ่มโรงพยาบาลแข็งแกร่งมากจากการให้บริการตรวจ และรักษา COVID-19 แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลประกอบการของกลุ่ม finance และพลังงานออกมาน่าผิดหวัง แต่ไม่มากนัก ซึ่งเป็นผลจากการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม และ yield ของสถาบันการเงินในกลุ่ม non-bank ที่ถูกบีบให้ลดลง

กำไรมีแนวโน้มชะลอตัวลงใน 3Q64 จากฐานเปรียบเทียบที่กลับสู่ระดับปกติ และกิจกรรมทางธุรกิจถูกกดดันจาก COVID-19

เมื่ออิงจากผลประกอบการจริงในงวด 1H64 ของตลาดที่เพิ่มขึ้นถึง 121% YoY และประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรปีนี้ของเราที่ 55% พบว่าผลประกอบการของ บจ. ไทยใน 2H64 อาจจะลดลงได้ถึง11% YoY โดยที่ผลประกอบการทั้งปี ยังเป็นไปตามที่เราคาดไว้ ทั้งนี้ เรามองว่ามีความเป็นไปได้ที่ผล
ประกอบการจะหดตัวลง YoY ใน 2H64 เนื่องจากปัจจัยสำคัญหลายตัวกลับสู่ระดับปกติ อย่างเช่น ราคาน้ำมัน, เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย และที่สำคัญ เราคาดว่าน่าจะยังมีการใช้มาตรการ lockdown เพื่อคุม COVID-19 ต่อไปตลอดเดือนกันยายน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางธุรกิจไปจนถึงปลายปีนี้  สำหรับแนวโน้มใน 3Q64 เราคาดว่าหุ้น global cyclical, หุ้นที่เน้นส่งออก และ หุ้นโรงพยาบาล น่าจะยังคง outperform ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นยังคงแข็งแกร่งในระยะสั้น

ผลประกอบการมี downside เล็กน้อย จาก GDP ที่ชะลอตัวลง และการ lockdown เพื่อคุม COVID-19 ดังที่ได้ระบุเอาไว้ในบทวิเคระห์กลยุทธ์อีกฉบับของเราที่เผยแพร่ในวันนี้เช่นกัน เรามองว่าปรับลดประมาณการ GDP ลงอย่างมีนัยสำคัญในวันนี้ จะไม่ส่งผลกระทบกับการปรับลดประมาณการ EPS มากนัก จากการสำรวจมุมมองของนักวิเคราะห์ในทีม เราพบว่าไม่น่าจะมีการปรับลดประมาณการกำไรลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีมีผลประกอบการค่อนข้างดีในช่วงไตรมาสที่ผ่าน ๆ มา และไม่ได้ถูกกระทบมานักจากสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทย สำหรับกลุ่มธนาคารกำไรในครึ่งแรกของปีนี้คิดเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 60% ของประมาณการกำไรปีนี้ ดังนั้น จึงมี cushion สำหรับรองรับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงได้ในระดับหนึ่ง เราคิดว่าการปรับลดประมาณการกำไรจะเน้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และอีกสองสามบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการ lockdown กรุงเทพ ทั้งนี้ โดยในช่วงหลายวันนี้ทีมนักวิเคราะห์ของเราได้ปรับประมาณการของบริษัทที่ได้รับผลกระทบไปมากแล้ว

เมื่ออิงจากการประมาณการ EPS 12 เดือนข้างหน้าแบบ top-down ที่ 86.2 และ PER เป้าหมายที่ 19.0x ทำให้เราได้ดัชนี SET เป้าหมายปี 2564 ที่ 1,640 จุด สำหรับการประเมิน downside ของดัชนี SET เรายังคงใช้แบบจำลอง earnings yield gap ซึ่งเมื่ออิงตาม yield gap เฉลี่ยระยะยาวที่ 4.1% อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปีของไทยที่ 1.6% และ EPS ที่ 86.2 เราเชื่อว่าดัชนี SET มี downside อยู่ที่ 1,510 จุด เราประเมินว่าดัชนี SET มี upside 6.2% ในขณะที่ มี downside 2.2% ดังนั้น เราจึงมองบวกกับแนวโน้มดัชนี SET จากนี้ไปจนถึงสิ้นปี และใน 1H64