วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจและการลดสัญญาณผ่อนคลายของเฟด

ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจและรายงานการประชุมเฟด

การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจจีน เมื่อ 16 ส.ค. ที่ต่ำกว่าคาด (ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม) ทำให้บรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นโลกโดยรวมมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยตลาดแกว่งตัวรอติดตามยอดค้าปลีกสหรัฐฯ (17 ส.ค.) รายงานการประชุมเฟด (18 ส.ค.) เพื่อจับสัญญาณชะลอทางเศรษฐกิจ ขณะที่เริ่มมีการรายงานจากสื่อในสหรัฐฯ ที่คาดเฟดจะส่งสัญญาณถึงการลดการผ่อนคลายทางการเงิน (tapering) ในการประชุม 21-22 ก.ย. และอาจเห็นการเริ่มลดการซื้อพันธบัตรตั้งแต่ ต.ค.64 ซึ่งเราประเมินเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกอาจจะเพิ่มความระมัดระวังต่อการลงทุนในช่วงนี้

ศบค.ขยายเวลาล็อคดาวน์ถึงสิ้นส.ค.แต่ให้ธนาคารในห้างเปิดได้ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีมติให้ทุกพื้นที่คงระดับพื้นที่สถานการณ์ย่อยในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรในมาตรการเดิมตั้งแต่วันที่ 18-31 ส.ค. โดยเฉพาะมาตรการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเช้มงวด (สีแดงเข้ม) ที่จะจำกัดการเดินทาง และห้ามออกจากเคหะสถานหลังเวลา 21.00 น. แต่ให้ให้สามารถเปิดกิจการธนาคารและสถาบันการเงินในห้างสรรพสินค้าได้ ทั้งนี้เอกสารสรุปประชุมของศบค. ประเมินจุดสูงสุดของการระบาดในหลายกรณี ซึ่งเร็วที่สุดจะเกิดในช่วง ก.ย. ทำให้เราประเมินศบค.ยังมีแนวโน้มต้องล็อคไปอย่างน้อยจนปลายก.ย. หรือเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อผ่านจุดสูงสุด

ติดตามมาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาลและธปท หลังผู้ว่าส่งสัญญาณควรกู้เพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ผู้ว่าธปท.พบสื่อมวลชนและแถลงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิดที่ทำให้เกิดหลุมรายได้ 2.6 ล้านล้านบาท จากผลกระทบของการจ้างงานในช่วงปี 63-65 ขณะที่ไทยฟื้นตัวช้าสุดในอาเซียนเพราะสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวที่สูง ขณะที่ภาคการผลิตแม้จะฟื้นตัวเหนือช่วงก่อนโควิด แต่มีการจ้างงานต่ำเพียงร้อยละ 8 ดังนั้นธปท.สนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการด้านการคลังเพื่อเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปสูงถึง 70% ของ GDP ในปี 2565 แต่การฟื้นทางเศรษฐกิจจะทำให้หนี้ปรับลดลงเร็วกว่าการไม่กู้ เราคาดเศรษบกิจระยะสั้นจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวที่เกิดขึ้น แต่อาจมีจุดเปลี่ยนในทางที่ดีหากมีมาตรการเยียวยาขนานใหญ่ออกมาในระยะต่อไป

ธีมการลงทุนระยะสั้น กลุ่มสื่อสารและ REITs ยังเป็นแหล่งพักเงินที่ดี ในช่วงที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงการปรับประมาณการผลประกอบการที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เรามองทยอยสะสม ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART / เก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุน JAS, ALT / ทยอยสะสมสาธารณูปโภค RATCH, EASTW, WHAUP, TTW / กลุ่มอาหารและเกษตร TVO, TU, CPF, GFPT, TWPC / เก็งกำไร กลุ่มเดินเรือ PSL, TTA, RCL / เก็งกำไรกลุ่มบรรจุภัณฑ์ SCGP, BGC / กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้แนวโน้มผลประกอบการดี แต่ระยะสั้นถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นและจากความเสี่ยงการผลิตอาจกระทบหากมีพนักงานติดโควิด

ภาพรวมกลยุทธ์: ยังแค่เลือกเก็งกำไรหลัง SET Index ยังอยู่ในแนวโน้มแกว่งตัวลง ในกรอบ 1,500-1,550 จุด อย่างไรก็ตาม การลงทดสอบแนวรับระหว่างทาง หุ้นรายตัวมีโอกาสคาดหวัง การฟื้นตัวในระดับ 5-10% หลังหุ้นขนาดใหญ่ปรับลดลงมาแรง 20-30% //หุ้นแนะนำ: GPSC*, TTA*, KEX*, BDMS*

แนวรับ: 1,515/ แนวต้าน : 1,535-1,550 จุด สัดส่วน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

 

ประเด็นการลงทุน

ขยายพื้นที่รับนักท่องเที่ยวเพิ่ม - จากจังหวัดภูเก็ต (Phuket Sandbox) เดินทางเชื่อมต่อจังหวัดนำร่องอื่น เริ่มจาก สุราษฎรธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) กระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เล) และ พังงา (เขาหลัก เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่) ภายใต้มาตรการ 7+7

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลด GDP ไทยในปี 64 คาดว่าจะหดตัวที่ -0.5% - จากประมาณการเดิมช่วงก.ค.ที่คาดว่าจะเติบโตได้ จากมาตรการล็อกดาวน์อาจใช้ระยะเวลายาวขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงที่เป็นประเด็นติดตามยังอยู่ที่การควบคุมการแพร่ระบาดในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่อาจกระทบต่อการส่งออก

TTA. เผยครึ่งหลังปี 64 รับอานิสงส์ค่าระวางเรือพุ่ง เดินหน้าซื้อเรือใหม่เพิ่ม 2-3 ลำ หวังเสริมศักยภาพการบริการให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาด หนุนดีมานด์เรือเทกองพุ่ง

RATCH. มั่นใจผลงานปี 64 ดีกว่าเป้า ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจาเข้าร่วมลงทุนโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตรวม 970 เมกะวัตต์ คาดปิด 1-2 ดีล ภายในปลายปีนี้ เผยลุ้นดีลใหญ่หลายร้อยเมกะวัตต์อีกกลางปีหน้า พร้อมเร่งแผนหุ้นเพิ่มทุน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับแผนขยายลงทุนปี 64-65

ประเด็นติดตาม: -  17 ส.ค.: EU GDP Q2/64 / 25 ส.ค.: Thailand Focus

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)