ค่าเงินสหรัฐฯแข็งค่ากดดันทองคำและสินทรัพย์เสี่ยง
สหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ 943,000 ตำแหน่ง ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 845,000 ตำแหน่ง และตัวเลข มิ.ย.ที่ 938,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานก.ค.ปรับลดลงเหลือ 5.4% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 5.7% และดีกว่ามิ.ย.ที่ 5.9% การฟื้นตัวของภาคแรงงานสหรัฐฯ กดดันต่อความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ขณะที่เร่งคาดการณ์เกี่ยวกับการลดการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เราคงมุมมองระมัดระวังต่อหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3/64 และความเสี่ยงทางลงของ SET Index ที่ 1,450-1,520 จุด
ยังคงระวังสถานการณ์ระบาดภายในประเทศ เช้านี้ ศบค.รายงานผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 19,603 ราย หายป่วย 19,819 ราย แม้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง และจำนวนผู้หายป่วยมากกว่าผู้ติดเชื้อ แต่เรายังคงระมัดระวังว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ต่ำอาจมาจากติดช่วงวันหยุด ขณะที่ตัวเลขผู้หายป่วย น่าจะเป็นผลจากการปรับลดเกณฑ์ระยะเวลาอยู่ในสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแล้ว เพื่อลดอัตราการครองเตียง ทั้งนี้จากการที่ประมาณการของกองระบาดวิทยาประเมินจุดสูงสุดของการติดเชื้อจะเกิดขึ้นช่วง กลางต.ค. หรือพ.ย. (ขึ้นกับล็อคดาวน์ 1 หรือ 2 เดือน) ทำให้เรายังคงระมัดระวังกับการมองตัวเลขผู้หายป่วยที่แซงการติดเชื้อว่าจะเป็นสัญญาณยืนยันการผ่านจุดสูงสุดของการระบาดแล้ว (เนื่องจากจะเร็วกว่าประมาณการ 2-3 เดือน) ขณะที่สถานการณ์ระบาดเริ่มกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าอุปโภคบริโภค จากการที่สินค้าบางประเภทเริ่มขาดแคลน หรือหายไปจากชั้นวาง
ธีมการลงทุนระยะสั้น กลุ่มสื่อสารและ REITs ยังเป็นแหล่งพักเงินที่ดี ในช่วงที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงการปรับประมาณการผลประกอบการที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เรามองทยอยสะสม ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART / เก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุน JAS, ALT / ทยอยสะสมสาธารณูปโภค RATCH, EASTW, WHAUP, TTW / กลุ่มอาหารและเกษตร TVO, TU, CPF, GFPT, TWPC / เก็งกำไร กลุ่มเดินเรือ PSL, TTA, RCL / เก็งกำไรกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ SMD, WINMED, BIZ / เก็งกำไรกลุ่มบรรจุภัณฑ์ SCGP, BGC / กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้แนวโน้มผลประกอบการดี แต่เพิ่มความระวังความผันผวนและจากความเสี่ยงการผลิตอาจกระทบหากมีพนักงานติดโควิด
ภาพรวมกลยุทธ์: ยังเป็นลบหลังพยายามฟื้นได้ไม่เกิน 1,540 และกลับมาปรับลงต่ำกว่า 1,535 จุด ตอกย้ำภาพเชิงลบในระยะกลาง ใช้จังหวะดีดตัวในการขายเพิ่มการถือเงินสด และยังเน้นเพียงเลือกเก็งกำไรรายตัวระหว่างรอจุดซื้อที่ดี //หุ้นแนะนำ: TTA*, GFPT*, PIMO*
แนวรับ: 1,510/ แนวต้าน : 1,525-1,535 จุด สัดส่วน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
ประเด็นการลงทุน
ศบศ.อัพเดทความคืบหน้าโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์”. หลังผ่านไป 1 เดือน มียอดนักท่องเที่ยวสะสมอยู่ที่ประมาณ 17,000 คน เงินกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้
กพท.เตรียมยื่น ศบค.ผ่อนปรนเปิดบินในประเทศ. กพท.เตรียมยื่น ศบค. ผ่อนปรนชั่วคราวให้ทำการบินในประเทศได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ รวมทั้งให้เพิ่มความจุผู้โดยสารภายในเครื่องบินเป็น 70% ต่อลำ จากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 50% ต่อลำ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าโดยสารที่ได้ปรับขึ้นไปราว 3 เท่าจากปกติ
กลุ่มเดินเรือ – PSL ประกาศงบไตรมาส 2/64 มีกำไร 826 ล้านบาท +120% QoQ และดีขึ้นมากจากปีก่อนที่ขาดทุน -1,183 ล้านบาท แม้จะน้อยกว่าคาดการณ์ของ Consensus ที่ 944 ล้านบาท แต่ถือว่าไม่ได้เลวร้าย และคงมุมมองผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 3/64 อย่างไรก็ตามบริษัทปล่อยเช่าเรือระยะยาวไป 15% ที่ราคา 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ/วัน (ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 2/64 ที่ 1.7 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ/วัน) และในส่วนนี้จะไม่ปรับขึ้นแม้ราคาตลาดจะขยับขึ้น ทำให้ประเมินจากนี้ TTA อาจมีแนวโน้มการเร่งตัวของผลกำไรไตรมาส 3/64 ที่ดีกว่า PSL
กลุ่มการแพทย์ – RPH รายงานกำไรไตรมาส 2/64 ที่ 14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +289 % YoY แต่ลดลง -26% QoQ เนื่องจากไตรมาส 2/64 เป็นช่วงที่การระบาดโควิดลดลง และผลดีจากการระบาดระลอกใหม่จะไปอยู่ในช่วงไตรมาส 3/64 มากกว่า บริษัทประกาศจ่ายปันผล 0.05 บาท XD 23 ส.ค.
กลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ – TM รายงานไตรมาส 2/64 มีผลขาดทุน 0.78 ล้านบาท จากปีก่อนทีกำไร 5.78 ล้านบาท ภาพรวมผลการดำเนินงานหลักอ่อนลงเพียงเล็กน้อย แต่ผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามคาดจะทำให้ตลาดเพิ่มความระวังต่องบของหุ้นอื่นในกลุ่ม
ประเด็นติดตาม: - 11 ส.ค.: MSCI Rebalance, US CPI เดือน ก.ค. / 25 ส.ค.: Thailand Focus, US PPI เดือน ก.ค., US Initial Jobless Claims, OPEC Monthly Report
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)








