การเก็บภาษี Carbon จะทำให้มูลค่าหุ้นในระยะยาวลดลง
Event
บทวิเคราะห์ฉบับพิเศษ
Impact
สถานการณ์การเก็บภาษี Carbon ในประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ที่ไทยจะนำมาใช้
จากกรณีที่ประเทศอินโดนีเซียได้ทำข้อตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลง 29% ภายในปี 2573 ตาม Paris Agreement รัฐบาลอินโดนีเซียจึงได้ยื่นร่างแก้กฎหมายการเก็บภาษีฉบับที่ห้า โดยมีเป้าหมายจะเก็บภาษี Carbon จากมลพิษที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมในภาคการขนส่ง, อุตสาหกรรม และทรัพยากร
อย่างเช่น ถ่านหิน, น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตามร่างฉบับนี้จะเริ่มเก็บภาษี Carbon ขั้นต่ำที่ประมาณ $5.2/t CO2e (tons equivalent of CO2) สูงกว่าสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เก็บภาษี Carbon อยู่ที่อัตรา $3.7/t CO2e เราคาดว่าอินโดนีเซียจะจัดเก็บภาษี Carbon จากกิจกรรมและทรัพยากรที่มีการปลดปล่อย Carbon ออกมา ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปริมาณการปล่อย CO2 ลดลง 17% ภายในปี 2573 และสร้างรายได้ให้รัฐบาลจากการเก็บภาษี Carbon ประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ฯถึงแม้ว่าจะยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลไทยจะเก็บภาษี Carbon แต่ตามข้อตกลงใน Paris Agreement ประเทศไทยแสดงเจตจำนงที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ลง 20% จากประมาณการภายใต้สมมติฐานการดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU) ภายในปี 2573 โดยอิงจาก BAU ของปี 2548 อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดกับกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน พบว่าปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ของธุรกิจโรงไฟฟ้ากลับเพิ่มขึ้น 17% จากประมาณ 77 ล้านตันในปี 2548 เป็น 90 ล้านตันในปี 2563 ดังนั้น ในการที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน และลดแรงจูงใจในการผลิตไฟฟ้าแบบ Conventional การเก็บภาษี Carbon อาจจะเป็นกระแสใหม่ของประเทศไทยที่จะนำมาใช้คุมการปล่อยก๊าซ CO2 ในธุรกิจไฟฟ้า
ผลกระทบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน และก๊าซเป็นเชื้อเพลิง
กลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเก็บภาษี Carbon โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีการปล่อยก๊าซ CO2 ประมาณ 0.7 และ 0.3 tons/MWh ตามลำดับ นอกจากนี้ ในการเก็บภาษี Carbon จะคำนวณโดยอิงจากปริมาณก๊าซ CO2 ที่
ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศตามจริงโดยไม่สนใจว่าจะทำให้ธุรกิจมีกำไรหรือขาดทุนอย่างไร ในบทวิเคราะห์ฉบับนี้ เราจะทำการวิเคราะห์ผลของการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษี Carbon ต่อประมาณการผลประกอบการของบริษัทโรงไฟฟ้าของไทยเจ็ดแห่ง ได้แก่ B.Grimm Power (BGRIM.BK/BGRIM TB)*,
Banpu Power (BPP.BK/BBP TB)*, Electricity Generating (EGCO.BK/EGCO TB)*, Global Power Synergy (GPSC.BK/GPSC TB)*, Gulf Energy Development (GULF.BK/GULF TB)*, Ratch Group (RATCH.BK/RATCH TB)* และ WHA Utilities and Power (WHAUP.BK/WHAUP TB)* โดยเราแบ่งเป็น Scenario 1 (กระทบกับโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น) และ Scenario 2 (กระทบกับโรงไฟฟ้าทั้งที่ตั้งอยู่ในอินโดนีเซีย และประเทศไทย)
ใน Scenario ที่ 1 RATCH เป็นเพียงบริษัทเดียวที่จะได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษี Carbon ในอินโดนีเซีย ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ ไม่มีสินทรัพย์ในอินโดนีเซียที่เข้าข่ายจะต้องถูกเก็บภาษี Carbon ใน Scenario ที่ 2 บริษัทโรงไฟฟ้าทั้งเจ็ดแห่งมีโรงไฟฟ้าทั้งที่ใช้ถ่านหิน และก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเข้าข่าย
จะต้องถูกเก็บภาษี Carbon ในประเทศไทย ซึ่ง BPP, WHAUP, RATCH และ EGCO มีสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน และก๊าซในพอร์ตค่อนข้างสูง
Valuation & Action
เราให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ Neutral โดยปรับลดราคาเป้าหมายของ RATCH ลงเพื่อสะท้อนถึงการนำภาษี Carbon มาใช้ตาม Scenario ที่ 1 และปรับลดราคาเป้าหมายของทั้งเจ็ดบริษัทลงตาม Scenario ที่ 2 ทั้งนี้ เรามองว่าในเจ็ดบริษัทนี้ BGRIM, GPSC และ GULF มีศักยภาพที่จะรับมือกับการนำภาษี Carbon ได้ดี โดยราคาเป้าหมายจะถูกกระทบเพียงไม่ถึง -1.5%
Risk
ความล่าช้าในการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่, การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของทางการ, โรงไฟฟ้าหยุดผลิตไฟฟ้า และ, ความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการใหม่









