วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น แต่ยังคงให้วางกลยุทธ์ลงทุนสำหรับการแกว่งตัวลง

ประเมินหุ้นเกิดใหม่และเอเชียฟื้นตัวด้อยกว่าหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวได้ดีหลังปรับลดลงมาแรง รวมถึงน้ำมันดิบที่เริ่มฟื้นตัวหลังปรับลดลงมาแรง อย่างไรก็ตาม ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชียเริ่มเห็นการขายสุทธิโดยนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเราประเมินการปรับพอร์ตดังกล่าวมีโอกาสจะเร่งตัวขึ้นจากเงินเหรียญสหรัฐฯที่แข็งค่า เนื่องจาก 1) ความกังวลเกี่ยวกับโควิดที่จะกรัทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และผลประกอบการ บจ. 2) เตรียมรับการลด QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เรามองการฟื้นตัวของหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงไทย) มีโอกาสด้อยกว่าหุ้นสหรัฐฯ และเรายังคงระวังความเสี่ยงจากความตึงตัวจาก Valuation ของหุ้น

ผลประกอบการกลุ่มธนาคารออกมาดี ภาพรวมการรายงานผลประกอบการออกมาดี โดย TTB ใกล้เคียงคาด / BBL กำไรดีกว่าคาด 16% / BAY ดีกว่าคาด 22% / ขณะที่แนวโน้ม NPL อยู่ในทิศทางทรงตัว คาดเป็นปัจจัยบวกทางจิตวิทยาระยะสั้นต่อ SET Index อย่างไรก็ตาม มาตรการหยุดพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 2 เดือน สำหรับลูกจ้างและธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมขั้นสูงสุด (ลงทะเบียนภายใน ก.ค.) แม้ไม่กระทบต่อการตั้งสำรองและ NPL แต่คาดจะส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยที่จะลดลง และเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาพของผลประกอบการไตรมาส 3/64 มีความไม่แน่นอน จะจำกัดการฟื้นตัวของหุ้นธนาคารและกลุ่มการเงิน

BANPU เพิ่มทุนน้อยลงแต่ใส่เงินระยะสั้นมากขึ้น โดยมีมติปรับเปลี่ยนรายละเอียดการเพิ่มทุนเป็น 3 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ (จากเดิม 4 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม) รวมถึงปรับเปลี่ยนจำนวน warrant ที่แจกฟรีของ BANPU-W4 และ BANPU-W5 เป็น 1,692 ล้านหน่วย (จากเดิม 1,269 ล้านหน่วย) ขณะที่ยกเลิกการแจก BANPU-W6 แม้มีผลให้การระดมทุนรวมใช้เงินที่น้อยลง (หากเพิ่มทุนและใช้สิทธิ์ครบทั้งหมด) แต่ภาระใส่เงินเพิ่มทุนระยะสั้นจะสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบกดดันหุ้นในระยะสั้น

กลุ่มสื่อสารและ REITs มีโอกาสเป็นแหล่งพักเงินที่ดี นับจากสถานการณ์โควิดปลายมิ.ย.63 กลุ่มที่เคลื่อนไหวแย่กว่าตลาดมากที่สุด 2 กลุ่ม คือ สื่อสารและกองรีทส์ ทำให้ทั้งสองกลุ่มนี้มีการถือครองโดยนักลงทุนสถาบันและทั่วไปในระดับต่ำ (under-owned) ส่งผลให้ความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรต่ำ และเริ่มประเมินมีโอกาสเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงการปรับประมาณการผลประกอบการที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เรามองทยอยสะสม ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART / เก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุน JAS, ALT / ทยอยสะสมสาธารณูปโภค RATCH, EASTW, WHAUP, TTW / กลุ่มอาหารและเกษตร TVO, TU, CPF / เก็งกำไร กลุ่มเดินเรือ PSL, TTA, RCL

ภาพรวมกลยุทธ์: ประเมินฟื้นตัวระยะสั้น แต่ยังมองไม่เกิน 1,565 จุด อาจใช้จังหวะดีดตัวในการขายเพิ่มการถือเงินสด และยังเน้นเพียงเลือกเก็งกำไรรายตัวระหว่างรอจุดซื้อที่ดี ภาพรวมยังเน้นบริหารความเสี่ยง และปรับสมดุลให้ในพอร์ตมีเงินสดมากพอหากโอกาสซื้อเกิดขึ้น  // หุ้นแนะนำ: TWPC*, PSL*, ADVANC*, JAS*

แนวรับ: 1,510-1,535/ แนวต้าน : 1,550-1,565 จุด สัดส่วน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

ประเด็นการลงทุน

วัคซีนไฟเซอร์เตรียมเข้าไทย Q4. "ไฟเซอร์" เซ็นต์สัญญากับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดซื้อวัคซีน 20 ล้านโดส เริ่มส่งมอบไตรมาส 4/64 และอีก 50 ล้านโดส ในปี 65

นายกรัฐมนตรีพบ 40 CEO วันนี้ คาดขอความเห็นและความร่วมมือในการรับมือสถานการณ์ระบาดในช่วงครึ่งปีหลัง

ADB ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 64 เหลือโต 2%. ต่ำสุดในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ จากคาดการณ์เดิมที่ 3% โดยเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุน รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวของไทย

TPP. ประกาศลุยโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ คาดเปิดรับซื้อไฟฟ้าไตรมาส 3/64 มั่นใจคว้า 120 MW เข้าพอร์ต พร้อมผนึกพันธมิตรจีนร่วมลุยโรงงานแบตเตอรี่

NOBLE. จ่อประมูลโครงการอสังหาในอังกฤษ มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท คาดชัดเจนเดือน ส.ค. นี้ มั่นใจครึ่งปีหลังปิดดีลอีก 2-3 โครงการ

EPG. ชี้ล็อกดาวน์ดันยอดเดลิเวอรี่พุ่ง หนุนออเดอร์กล่องข้าว ประกอบกับได้อานิสงส์เงินบาทอ่อนค่า ดันกำไรส่งออกโต ยืนยันรายได้ปีนี้ทะยาน 15% แตะระดับ 1.1 หมื่นล้านบาท

ประเด็นติดตาม: -  22 ก.ค.: ECB Meeting, US Initial Jobless Claims / 23 ก.ค.: EU Manufacturing PMI เดือน ก.ค., US Manufacturing PMI เดือน ก.ค.

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)