(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) หอการค้าจี้รัฐเพิ่ม ’เยียวยา’ ประคองเศรษฐกิจ
ประธานสภาหอการค้าไทย สนั่น อังอุบลกุล ระบุ มาตรการเยียวยาผลกระทบการยกระดับการควบคุมล่าสุดของรัฐบาลวงเงินรวม 42,000 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้เพียง 0.2-0.3% ของจีดีพี ซึ่งยังน้อยกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการประกาศมาตรการที่ประเมินเอาไว้ 0.7-1% ของจีดีพี หรือราว 1-2 แสนล้านบาทค่อนข้างมาก โดยประเมินผลกระทบจะต่อเนื่องประมาณ 1 -2 เดือน จึงอยากให้ภาครัฐเร่งพิจารณามาตรการเสริมด้านอื่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาโดยเร็วเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงแรง และให้จีดีพียังเป็นบวกในปีนี้
หอการค้าไทยมีข้อเสนอเสริมเพิ่มจากมาตรการของรัฐบาล คือ
1.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สำหรับลูกจ้างและกิจการใน 10 จังหวัดสีแดงเข้มที่ได้ประกาศออกมา โดยกำหนดระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือ 1 เดือน ภายใต้กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท ประกาศที่ช่วยเหลือแรงงานนี้ ออกมาเฉพาะ 10 จังหวัด และระยะเวลาการช่วยเหลือ 1 เดือนนี้นั้นน้อยไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดเฉพาะ 10 จังหวัด แต่กระทบในวงกว้าง ซึ่งหากรัฐบาลสามารถขยายความช่วยเหลือไปได้มากกว่านี้จะทำให้ความช่วยเหลือทั่วถึงมากขึ้น และอยากให้รัฐบาลมองในแผนระยะยาวด้วย จึงขอให้ภาครัฐทบทวนทั้งระยะเวลาการช่วยเหลือและกรอบวงเงินที่เหมาะสม
2.มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าประปา สำหรับประชาชนทั่วประเทศและผู้ประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้บางส่วน แต่คิดว่าควรลดทุกกิจการและไม่จำกัดเฉพาะขนาดเล็ก เพราะผู้ประกอบการขนาดอื่นก็ต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยการลดแค่ 10% ในแง่ของเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากนัก ดังนั้นจึงเสนอให้รัฐบาลต้องมีมาตรการมาช่วยเสริมผู้ประกอบการอย่างจริงจัง
3.มาตรการเพิ่มเติมที่ต้องการให้รัฐบาลพิจารณา เช่น มาตรการ Co-payment เพื่อช่วยผู้ประกอบการรักษาการจ้างงานให้ได้ในระยะนี้ รวมถึงต้องการให้ภาครัฐช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นเพิ่มเติม เช่น ภาษีป้าย การขยายเวลาลดการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปอีก ซึ่งจะแบ่งเบาภาระที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน รวมถึงขยายมาตรการที่เคยดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้
กรณีที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของราชการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยืดเยื้อเกินกว่า 90 วัน ให้ลูกจ้างซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงานโดยตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการจริงตามคำสั่งของทางราชการ ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยแรงงานกลุ่มธุรกิจอื่นที่จำเป็นต้องหยุดการดำเนินการจากประกาศก่อนหน้านี้ด้วย
รัฐบาลควรต้องเสริมโครงการประกันเงินต้นช่วยทั้งผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์ได้ปล่อยสินเชื่อให้ถึงผู้ประกอบการได้มากขึ้น รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ของ ธปท.โดยเฉพาะการปลดเครดิตบูโรที่เป็นกำแพงสำคัญที่ทำที่ผู้ประกอบการหลายรายเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนได้ อีกทั้งสถานการณ์ปัจจุบันไม่ปกติจึงจำเป็นต้องรีบปลดล็อคข้อจำกัดเพื่อให้ผู้ประกอบการประคองตัวเองไปก่อน
รวมถึงอาจจะต้องพิจารณามาตรการอื่นเสริม เช่น การพักหนี้ การลดดอกเบี้ย หรือการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ในกลุ่มต่าง ๆ โดยขอให้กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนไปเลย แบบที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือเมื่อปีที่แล้วเพื่อช่วยให้เกิดการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ไปก่อนได้
สิ่งสำคัญอีกเรื่อง คือ ต้องเติมเงินไปให้กลุ่มลูกหนี้เดิมสามารถนำหลักทรัพย์ใหม่อื่นๆ เข้าเป็นหลักประกันได้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และให้เพิ่มเรื่องการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกขึ้น
รวมทั้งควรเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ด้วยการพิจารณานำเอาโครงการเราชนะมาใช้อีกครั้ง หรือ ขยายวงเงินโครงการคนละครึ่งที่ทำให้เม็ดเงินส่งตรงถึงประชาชนได้เร็วและตรงจุด โดยเสนอให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่งจากเดิม 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท ก็จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบทันทีถึง 386,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนที่เพิ่มขึ้นมานี้อยากให้เติมในช่วงไตรมาส 3 นี้เลยและขอให้ใช้เงินส่วนนี้ลากยาวได้ถึงไตรมาส 4 เลย
ส่วนมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่มีการใช้ที่ยุ่งยาก และเงื่อนไขการใช้จ่ายก็จำกัดไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ก็ได้มีการเสนอให้ปรับเงื่อนไขใหม่หรือเสนอโครงการใหม่ในรูปแบบเดียวกับช้อปดีมีคืน คือ ให้ใช้จ่ายได้ทั้งก้อนและนำใบเสร็จในการซื้อสินค้าไปลดหย่อนภาษีปลายปีได้ จะกระตุ้นทำให้คนมีฐานะเข้ามาใช้โครงการมากขึ้น
รวมทั้งเร่งนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มาใช้เสริมทันทีใน ไตรมาสที่ 3 ด้วยเลย เพราะทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบหลายระลอก และต้องมองสถานการณ์ว่าครั้งนี้มันอาจจะใช้เวลายาวนานกว่าทุกครั้งพอสมควรถึงจะควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องใช้เม็ดเงินมากกว่าทุกครั้งในการที่ใส่เงินมาประคองให้ประชาชนกับธุรกิจที่ขาดรายได้และต้องแบกรับค่าใช้จ่าย







