(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) ครม.ทุ่ม 4.2 หมื่นล้านบาท เยียวยาล็อกดาวน์ จัด 3 หมื่นล้าน จ่ายแรงงาน ในระบบประกันสังคมรับสูงสุด 1 หมื่นบาท นอกระบบรับ 5 พันบาท พ่วงเงื่อนไขนายจ้าง-ลูกจ้างเข้าระบบ ลดค่าน้ำ-ค่าไฟทั่วประเทศ 2 เดือน 1.2 หมื่นล้าน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์และต้องปิดสถานที่และกิจการต่างๆ เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตนได้ส่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเสนอมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด และได้มีการนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเรียบร้อยแล้ว
"การเยียวยาครั้งนี้แม้ต้องใช้งบประมาณพอสมควร แต่ได้พิจารณารอบคอบและมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้ประชาชนผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ ผมขอให้พวกเราทุกคนไม่ยอมแพ้ต่อช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมและรัฐบาลจะหาทางช่วยทุกท่านให้ได้มากที่สุด และจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อสงครามครั้งนี้ ไม่ลดละเลิกล้มความพยายาม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ และจะสู้จนกว่าเราจะเอาชนะได้"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ทั้งนี้มาตรการที่ ครม.เห็นชอบการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ ครม.เห็นชอบ เป็นการปรับปรุงมาตรการการที่ ครม.อนุมัติไปเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2564 สำหรับการเยียวยา 4 กลุ่มอาชีพ ใน 6 จังหวัด
ในขณะที่ ครม.ล่าสุด ได้อนุมัติการเยียวยาวงเงิน 42,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสำหรับลูกจ้างและกิจการใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม วงเงิน 30,000 ล้านบาท 2.มาตรการลดค่าครองชีพ โดยการลดค่าน้ำและค่าไฟฟ้า 2 เดือน วงเงิน 12,000 ล้านบาท
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า วงเงินในส่วนนี้จะใช้กรอบวงเงินจาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากโควิด-19 (เพิ่มเติม) พ.ศ.2564 ที่มีวงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยได้รวมวงเงินของประกันสังคมไว้หากเข้าตามเงื่อนไขของประกันสังคมก็จะใช้เงินจากระบบประกันสังคม ส่วนที่เป็นเงินจ่ายช่วยเหลือพิเศษให้กับแรงงานและนายจ้างที่ยังไม่อยู่ในระบบประกันสังคมจะจ่ายเงินจากเงินกู้นั้นจะใช้จ่ายตามจริงโดยอาจไม่เต็มเพดานที่ขอไว้ 3 หมื่นล้านบาทก็ได้ โดยมาตรการครั้งนี้ได้รวมวงเงินในครั้งก่อนที่เสนอขอครม.ด้วยเนื่องจากมีการเพิ่มวงเงินในบางรายการ และเพิ่มกลุ่มอาชีพที่ได้รับความช่วยเหลือตามประเภทกิจการ
สำหรับขอบเขตของการเยียวยาได้เพิ่มการเยียวยาจาก 4 กลุ่มกิจการอีก 5 กลุ่มกิจการ รวมเป็น 9 หมวดกิจการ คือ 1.ก่อสร้าง 2.ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 3.ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ 4.กิจกรรมการบริการด้านอื่น ๆ 5.สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 6.สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ 7.สาขากิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน 8.สาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมวิชาการ 9.สาขาข้อมูลข่าวสารและการศึกษา
ขณะที่ในส่วนของการเยียวยาผู้ประกอบการได้มีการเพิ่มกิจการของถุงเงิน โดยเพิ่มเติมจากเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่มโดยให้รวมร้านโอทอป ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าบริการ กิจการขนส่งสาธารณะ (ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่) โดยมาตรการที่ออกมาเป็นการให้ความช่วยเหลือ 1 เดือน และอาจขยายต่อตามสถานการณ์
ทั้งนี้ในส่วนของการเยียวยาจะแบ่งเป็น แรงงานในระบบประกันสังคมและนอกระบบประกันสังคม โดยระบบประกันสังคมแบ่งเป็น 1.กลุ่มแรงงานตาม ม.33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ 50% ของรายได้ (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท) และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
2.ผู้ประกอบการหรือนายจ้างตามหลักการให้ความช่วยเหลือจะได้รับความช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาทต่อคน จำนวน 1 เดือน
3.ผู้ประกันตนตาม ม.39 และ ม.40 สัญชาติไทย ที่ยังคงประกอบอาชีพอยู่ในปัจจุบันจะได้รับความช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน
สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตน ม.33 ม.39 และ ม.40 สัญชาติไทย ที่ยังประกอบอาชีพในปัจจุบันให้เตรียมหลักฐานเพื่อลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตน ม.40 กับสำนักงานประกันสังคมภายในเดือน ก.ค.2564 เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ 5,000 บาท รวม 1 เดือน
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการหรือนายจ้างตามหลักการให้ความช่วยเหลือที่มีลูกจ้างแต่ปัจจุบันไม่อยู่ในระบบประกันสังคมให้ดำเนินการ ดังนี้ 1.กรณีที่เป็นผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียน นายจ้างในระบบประกันสังคม พร้อมทั้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ในระบบประกันสังคมกับสำนักงานประกันสังคม ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาทต่อคน และลูกจ้างที่เป็นสัญชาติไทยจะได้รับความช่วยเหลือในอัตรา 2,500 บาทต่อคน จำนวน 1 เดือน
"ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวจะยังมีคุณสมบัติไม่ครบตามเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือจากระบบประกันสังคม ทำให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากระบบประกันสังคม"
สำหรับกรณีที่เป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้างแต่ยังไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ให้เตรียมหลักฐานสำหรับการลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคมกับสำนักงานประกันสังคม ภายในเดือน ก.ค.2564 เพื่อให้สามารถได้รับความช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน
ในกรณีที่เป็นผู้ประกอบการในระบบ "ถุงเงิน"ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะในปัจจุบันที่ผ่านการตรวจสอบคัดกรองแล้วและไม่เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง จะขยายการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในระบบ "ถุงเงิน"จากเดิมที่กำหนดให้ความช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการในหมวดร้านอาหารและเครื่องดื่ม เป็น 5 กลุ่ม รวมถึง ร้าน OTOP ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าบริการ และกิจการขนส่งสาธารณะ (ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่) โดยให้ผู้ประกอบการในระบบ "ถุงเงิน"ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมเนื่องจากไม่มีลูกจ้าง ให้ดำเนินการลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตน ม.40 เพื่อให้รับความช่วยเหลืออัตรา 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน
สำหรับผู้ประกอบการระบบ "ถุงเงิน" ที่มีลูกจ้างแต่ยังไม่อยู่ในระบบประกันสังคมให้ขึ้นทะเบียนนายจ้างในระบบประกันสังคมพร้อมทั้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อให้สามารถได้รับความช่วยเหลือตามหลักการเดียวกันกับแรงงานและนายจ้างที่เพิ่งลงทะเบียนเข้าสู่ระบบประกันสังคม
ส่วนมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานได้แก่ค่าไฟฟ้าและน้ำประปา สำหรับประชาชนทั่วประเทศใช้วงเงินไม่เกิน 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งช่วยเหลือช่วงเดือน ก.ค.- ส.ค.นี้ แบ่งเป็น
บ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก บ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน โดยหากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าไฟเดือน ก.พ.2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้จริง หากใช้ไฟฟ้ามากกว่าค่าไฟเดือน ก.พ.2564 หากไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 หากใช้ 501-1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 บวกหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน ก.พ.2564 ในอัตรา 50% หากใช้มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน ก.พ.2564 ในอัตรา 70% ทั้งนี้ให้เป็นส่วนลดก่อนการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม
กิจการขนาดเล็กให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 100 หน่วยแรก สำหรับกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ให้ยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (Minimum Charge) ถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2564
สำหรับการลดค่าน้ำประปา ให้ลดลง 10% สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ระยะเวลา 2 เดือน (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นเวลา 2 เดือน คือ ก.ค.-ส.ค.2564









