วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โควิดระลอก 3 ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย.อยู่ที่  43.1 ต่ำสุดในรอบ 22 ปี 8 เดือน เหตุคนกังวลโควิดระบาดหนัก วัคซีนล่าช้า

นายธนวรรธน์  พลวิชัย  อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยว่า  จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 2,242 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย.อยู่ที่  43.1 จากเดือนพ.ค.ที่อยู่ที่ 44.7  ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 272 เดือนหรือ 22 ปี 8 เดือนนับตั้งแต่ทำการสำรวจในเดือนต.ค. 2541  โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการ โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมอยู่ที่ระดับ 37.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ 40.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 52.1  

สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของในประเทศไทยในรอบที่ 3 ประกอบกับความกังวลในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพน้อยลงและการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ล่าช้าส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนักและขาดแรงกระตุ้นในการฟื้นตัว แม้ว่ามาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะโครงการ “เราชนะ” และโครงการต่างๆ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้นทั่วประเทศในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

162573199659              

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยปัจจัยลบได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา และพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่เชื้อได้เร็วขึ้นกว่าสายพันธุ์เดิม รวมทั้งมีพบการแพร่ระบาดในกลุ่มโรงงาน สถานประกอบการ แคมป์ คนงาน รวมทั้งการระบาดในชุมชนและครอบครัว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว และบริการต่างๆ ตลอดจนความกังวลต่อแผนการกระจายวัคซีนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจทำให้สถานการณ์โควิด-19 ยืดยาวออกไป  รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วน ในพื้นที่เป้าหมายเฉพาะ 10 จังหวัด ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลและ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ให้มีการหยุดงานก่อสร้างโดยเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่อย่างน้อย 30 วัน รวมถึงกาจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่ให้เปิดได้เฉพาะการนำกลับไปเท่านั้น

นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 64 ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ความกังวลเกี่ยวจากเสถียรภาพทางการเมืองและสถานการณ์ทางด้านการเมือง ตลอดจนการชุมนุมทางการเมือง ที่อาจส่งผลประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนอดีตที่ผ่านมา เป็นต้น

ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ ภาครัฐดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบด้วยโครงการ "เราชนะ" "ม.33 เรารักกัน" โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง การฉีดวัคซีนโควิด เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนการฉีดวัคซีนของทั้งโลกทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในระดับโลกปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น และคลายความวิตกกังวลลง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอตัราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.50% ต่อปี การส่งออก ของไทยในเดือน พ.ค.64 มีมูลค่า 23,057.91 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 41.59% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22,261.96 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 63.54% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 795.95 ล้านดอลลาร์ ทำให้ช่วง 5 เดือนแรกปี 64 ส่งออกได้รวม 108,635.21 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.78% และมีการนำเข้ารวม 107,141.12 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 21.52% ส่งผลให้เกินดุลการค้ารวม 1,494.09 ล้านดอลลาร์ เป็นต้น

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอีกครั้งท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิดรอบที่ 3 แสดงว่าผู้บริโภคยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดในประเทศไทยและในโลกว่าจะส่งผละกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม  ต้องติดตามของการฉีดวัคซีนทั่วประเทศในเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป การแพร่กระจายของโควิดรอบที่ 4 ว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และรัฐบาลจะมีการประกาศ Lockdown หรือไม่และอย่างไร  ตลอดจนรัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มเติมหรือไม่และมากน้อยเพียงใด จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวใกล้เคียง 0-2% ได้