โลว์ซีซั่นที่กำไรสูง
เราคาดกำไรรวมของกลุ่มรพ.เติบโต 204% yoy และ 42% qoq ใน 2Q21F สะท้อน 2Q21 เป็นโลว์ซีซั่นที่มีผลประกอบการที่ดี เราเชื่อว่า BDMS จะโดดเด่นที่สุดมีกำไรเติบโต 269% yoy ตามด้วย CHG +175% และ BCH +113% ทั้งสามบริษัทได้รับปัจจัยกระตุ้นจากรายได้การให้บริการโควิดที่สูงมาก ในมุมมองของเรารายได้การให้บริการโควิดน่าจะสูงสุดใน 2Q21 และจะลดลงในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น หมายถึงรายได้จะลดลง เราเลือก BDMS รพ.ที่จะได้ประโยชน์ทั้งจากความต้องการในประเทศและการกลับมาของคนไข้ชาวต่างชาติที่มีอัตรากำไรสูง เราเลือก BDMS เป็นหุ้นเด่น
ผลประกอบการ 2Q21F จะแข็งแกร่ง
คาดกำไรรวมของ BCH, BDMS และ CHG จะเติบโต 204% yoy และ 42% qoq เป็น2.7พันลบ. สะท้อน 2Q21F จะไม่ใช่โลว์ซีซั่น ในอดีตกำไร 2Q จะเป็นน้อยที่สุดของปีเนื่องจากไม่มีโรคระบาดประจำปี แต่กำไร 2Q21F จะเป็นไตรมาสที่สุดของปีนี้เนื่องจากการระบาดของโควิดรอบล่าสุดทั่วประเทศ
BCH, BDMS และ CHG เป็นผู้ชนะทุกรพ.
คาดกำไร BDMS จะเติบโตสูงสุด 269% yoy เนื่องจากฐานที่ต่ำใน 2Q21 เนื่องจากรายได้จากคนไข้ชาวต่างชาติลดลงอย่างมากจากข้อจำกัดการเดินทาง และ CHG เป็นอันดับสองโดยมีกำไรเติบโต 175% yoy และ BCH เติบโต 113% yoy ผลประกอบการจะประกาศกลางส.ค.
การตรวจโควิดและผู้ป่วยในรักษาโควิดเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยกระตุ้น 2Q21F
การระบาดรอบล่าสุดทำให้จำนวนการทดสอบโควิดเพิ่มขึ้น 176% เป็น 4.55ครั้งในช่วง 1 เม.ย.-19 มิ.ย. จาก 1.65 ล้านครั้ง 1Q21 จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าที่ 199,676 จากใน 1 เม.ย.-23 มิ.ย. จาก 21,979 ใน 1Q21 ประกอบกับการรักษาใช้เวลานาน 14 วัน ทำให้ห้องพักผู้ป่วยไม่เพียงพอและกระจายไปยัง hospitels ซึ่ง BCH, CHG และ BDMS ได้ขยายจำนวนห้องเพิ่ม
กรอบเวลาวัคซีนโมเดอร์นา
องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ลดต้นทุนวัคซีน 8% เป็น 1,100 บาทต่อโดส และสมาคมโรงพยาบาลเอกชนลดราคาขายสู่ 1,650 บาทต่อโดส ทำให้อัตรากำไรลดลงสู่ 17% จาก 22% รพ.เอกชนจะสรุปคำสั่งซื้อภายในก.ค. ขณะเดียวกัน อภ. กำลังร่างข้อตกลงการจัดซื้อกับ Zuellig Pharma และจะส่งร่างข้อเสนอไปยัง สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบ คาดว่าจะเซ็นสัญญาการจัดซื้อในต้นส.ค. แผนการส่งมอบจำนวน 3.9ล้านโดสภายใน 4Q21 และ 1.1 ล้านโดสภายใน 1Q22 โดยสรุปวัคซีนโมเดอร์นาจะมาถึงเมืองไทยเดือนต.ค.เป็นอย่างเร็ว









