วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังบี้แบงก์รัฐลด ดบ.0% 6 เดือน ลดผลกระทบโควิด

(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) คลังสั่งแบงก์รัฐลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ระยะเวลา 6 เดือน เพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ทั้งลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ

ปลัดกระทรวงการคลัง กฤษฎา จีนะวิจารณะ ระบุ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการระทรวงกลาโหม สั่งการให้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนคนไทยระยะสั้นภายใน 6 เดือน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19นั้น นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาหารือ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการพิจารณาช่วยประชาชนในเรื่องลดอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น 0-0.01% จนถึงช่วงปลายปีนี้ เพื่อดูแลในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ อาทิ ร้านอาหาร การท่องเที่ยว เป็นต้น โดยสั่งให้แบงก์รัฐแต่ละแห่งกลับไปเตรียมแนวทางช่วยเหลือว่า จะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด แล้วส่งเรื่องกลับมาที่กระทรวงการคลังภายในสัปดาห์นี้

สำหรับการดำเนินงานช่วยประชาชนที่ผ่านมาของแบงก์รัฐทุกแห่ง มีนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่รอบแรกแล้ว ทั้งเรื่องการเลื่อนชำระหนี้เงินต้น และดอกเบี้ย ซึ่งการออกมาตรการหลายๆอย่างของแบงก์รัฐนั้น ไม่ได้ใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ซอฟต์โลน ของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ยังคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าพ.ร.ก.ซอฟต์โลนกำหนดไว้

“เชื่อว่าหากแบงก์รัฐออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าดังกล่าวเพิ่มเติม จะไม่กระทบกับสถานะการเงินของแบงก์รัฐ โดยที่ผ่านมาแบงก์รัฐมีการตั้งสำรองเกินเกณฑ์ที่ธปท.กำหนดไว้ 8.5% สูงกว่า 10% สถานะแบงก์ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคง”

นอกจากนี้กระทรวงการคลัง ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ หรือ สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ โดยลดอัตราดอกเบี้ยให้ในส่วนพิโกไฟแนนซ์ พลัส เหลือ 28% จากเดิม 36% และในส่วนของนาโนไฟแนนซ์ หรือ สินเชื่อรายย่อยเพื่อผู้ประกอบอาชีพภายใต้กำกับ ก็ลดอัตราดอกเบี้ย เหลือ 28% เช่นเดียวกัน เพื่อลดภาระประชาชนในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดนี้

กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติมตามข้อเสนอของเอกชน โดยขอใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องพิจารณาร่วมกับทีมนโยบายอีกครั้ง รวมทั้งข้อเสนอในการเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 3,000 บาท เพิ่มเป็น 6,000 บาทด้วย ซึ่งจะต้องมีการหารือในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งยังมีอีกหลายๆ ด้านที่จะต้องพิจารณา