จากจำนวนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 3.1 ล้านราย ก่อให้เกิดการจ้างงาน 12 ล้านคน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 35.5% ของจีดีพี ในขณะที่การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เอสเอ็มอีเจอได้รับผลกระทบอย่างมาก
นายวีระพงศ์ มาลัย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์สถานการณ์และเตือนภัยทางเศรษฐกิจ สสว.สำรวจเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 660 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-15 ก.พ.2564 พบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุด คือ วิสาหกิจขนาดกลาง เพราะมีรายได้ลดลงมากที่สุดและยังต้องจ่ายทั้งค่าเช่า ค่าบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ ยานพาหนะ
รองลงมา คือ กลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อมและกลุ่ม Micro ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ที่พักแรมและนำเที่ยว ยังมีธุรกิจผลิตเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจสปา และบริการด้านสุขภาพ
สำหรับทางออกสำคัญที่เอสเอ็มอีใช้ฝ่าวิกฤติมีตั้งแต่การหารายได้เพิ่มโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจ และบางส่วนปรับโมเดลธุรกิจใหม่ รวมถึงหาพันธมิตรธุรกิจรายใหญ่เพื่อพยุงกิจการ และมีความต้องการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ลดเงื่อนไขและข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จัดอบรมธุรกิจออนไลน์ ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ จัดหาช่องทางตลาดและสถานที่จำหน่ายสินค้า ที่สำคัญ คือ ต้องการให้มีโครงการนำร่องซื้อสินค้าจาก SME มาใช้ในหน่วยงานราชการ
“ปี 2563 เป็นปีที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญปัญหาอย่างหนักถึงขณะนี้ โดย สสว.ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนส่งเสริมเอสเอ็มอีและได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนเอสเอ็มอีให้ก้าวข้ามวิกฤตินี้ให้ได้”
รวมทั้งบทบาทของการเป็นหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอีของประเทศ แนวทางสำคัญประการหนึ่ง คือ การสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีในตลาดที่สำคัญอย่าง “ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ซึ่งจากข้อมูลในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ของกรมบัญชีกลาง พบว่า ตลาดนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาเอสเอ็มอียังขาดความรู้ ความเข้าใจในระบบและการปฏิบัติตามขั้นตอน กระบวนการจัดซื้อจ้างของภาครัฐ
ดังนั้น สสว.จึงร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เดินหน้ามาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยการกำหนดโควตาการจัดซื้อจัดจ้าง การให้แต้มต่อด้านราคา
โดยเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2563 ซึ่งกำหนดให้ สสว.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขึ้นทะเบียนบัญชีรายการพัสดุและรายชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่าน www.thaismegp.com หรือ “ระบบ THAI SME-GP”เพื่อเป็นช่องทางนำเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มากขึ้น






