“ศรีนานาพร” มั่นใจรายได้ปี 2564 ฟื้น หลังปรับกลยุทธ์รับมือโควิด-19 ชู 4 จุดแข็ง “สินค้าหลากหลาย-ช่องทางกระจายสินค้าทั่วประเทศ-การบริหารจัดการต้นทุน-ธรรมาภิบาล” พร้อมเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น คาดเทรด ก.ค.-ส.ค.นี้ นำเงินสร้างโรงงานในเวียดนาม
นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว เช่น เยลลี่พร้อมดื่ม “เจเล่” ปลาหมึกอบ “เบนโตะ” กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในปี 2564 จะฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยมีรายได้รวม 4,435 ล้านบาท ลดลง 6.5% จากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 4,748 ล้านบาท
ทั้งนี้ แม้ว่ารายได้ลดลง แต่ก็เพียงเล็กน้อย โดยรวมถือว่ายังดีกว่าตลาดและผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกัน หลังบริษัทเร่งปรับตัวปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด ส่งผลให้ผลประกอบการเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา
“แม้จะเกิดการระบาดระลอกที่ 3 แต่เรามั่นใจว่าธุรกิจปีนี้จะเทิร์นอะราวด์ รายได้จะดีขึ้นแน่นอน เพราะเรามีประสบการณ์มาแล้วจากการระบาด 2 รอบที่ผ่านมา พอมาเจอรอบนี้รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร การปรับตัวที่ผ่านมาทำให้องค์กรแข็งแกร่งขึ้น ขจัดไขมันส่วนเกินออกไปให้หมด ส่วนไหนที่ไม่มีประสิทธิภาพก็ไขน็อตให้ดีขึ้น”
เขา มองว่าจุดแข็งสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถประคองตัวฝ่าวิกฤตโควิดมาได้ มีด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่ 1.มีสินค้าหลากหลาย ทั้งกลุ่มขนมคบเคี้ยวและเครื่องดื่ม จึงช่วยกระจายความเสี่ยงไม่ต้องพึ่งพารายได้จากส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการออกแคมเปญใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย
อย่างเช่นช่วงที่มีการล็อกดาวน์ในเดือน เม.ย. 2563 นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มสินค้า “เบนโตะ” เพราะมีสัดส่วนยอดขายจากลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะคนจีนมากถึง 30% ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์หันมาเจาะตลาดในประเทศมากขึ้น ผ่านแคมเปญ Work From Home ให้ลูกค้านำเบนโตะมาทานคู่กับอาหารอื่นๆ เช่น ข้าวต้ม ข้าวเหนียว ทำเมนูยำต่างๆ ปรากฏว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก
ส่วนเยลลี่พร้อมดื่ม “เจเล่” ซึ่งมีวิตามินสูง อร่อย อยู่ท้อง ออกสินค้าใหม่ “เจเล่ วิตามิน” ราคา 10 บาท จับตลาดในช่วงที่คนหยุดทำงานที่บ้าน ขณะที่กลุ่มน้ำผสมวิตามินยังเติบโตดี เพราะตั้งแต่เกิดโควิด-19ผู้บริโภคหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น
“เรามีสินค้าครอบคลุมหลายเซ็กเมนท์ มีหลายแบรนด์ แต่ละแบรนด์แข็งแกร่งมาก อย่างเจเล่, เบนโตะ มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในกลุ่ม ซึ่งโดยปกติแล้วสินค้าอุปโภคบริโภคจะมี Life Cycle ของตัวเอง มีช่วงที่ขายดี ขายไม่ดี ซึ่งของเราโชคดี ช่วงหน้าร้อน เครื่องดื่มขายดีมาก พอพน้าหนาว กลุ่มสแน็คจะขายดี เลยช่วยบาลานซ์พอร์ตโฟลิโอ”
2.ช่องทางกระจายสินค้า อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท สิริ โปร จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมด 11 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค สามารถกระจายสินค้าถึงกลุ่มร้านค้า ทั้งร้านค้าปลีกและค้าส่งมากกว่า 70,000 รายทั่วประเทศ โดยในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด ต้องมีการกักตัว แต่การขนส่งสินค้าของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ สามารถส่งได้ตามปกติจากคลังสินค้าทั่วประเทศไม่ต้องเข้ามาที่กรุงเทพฯ ซึ่งแต่ละจุดจะมีทีมขายประจำอยู่ในพื้นที่
“การตั้งบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าแม้จะต้องลงทุนเยอะ แต่ทุกวันนี้ถือว่าคุ้มค่า เพราะนอกจากใช้กระจายสินค้าของเราแล้ว ยังรับกระจายสินค้าให้บริษัทอื่นๆ ด้วย ส่วนทีมงานขายก็มีการปรับโครงสร้างฝ่ายขายทั้งหมด แบ่งทีมรับผิดชอบดูแต่ละกลุ่มไปเลย ทั้งโมเดิร์นเทรด ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าส่งทั่วไป หาคนที่มีประสบการณ์ที่ถนัดในแต่ละกลุ่มไปดูแล เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงจุด”
3.การบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 บริษัทให้ความสำคัญอย่างมากในการปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยมาไล่ดูเลยว่าสินค้าแต่ละตัว ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้นทุนประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพื่อที่จะหาแนวทางในการลดต้นทุน ทั้งวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ระยะเวลาในการผลิต ฯลฯ
และ 4.ธรรมาภิบาล การดูแลพนักงาน แม้ปีที่ผ่านมายอดขายจะลดลง แต่บริษัทไม่มีการปลดพนักงาน ไม่ได้ลดเงินเดือน ทำให้พนักงานทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่จะร่วมมือกันทำงานเพื่อฟันฝ่าภาวะวิกฤติในครั้งนี้ไปให้ได้

‘ปลา iberry’ เปิดอีกแล้ว! ขายอาหารไทยรสมือยาย ชื่อ ‘เบญจมิน’ สาขาแรกแถวทองหล่อ เปิด 21 ตุลาคมนี้
18 ต.ค. 2569 | 17:12
‘วีรันดา’ รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ปลายปี 69 ยอดจองโรงแรมพัทยา-กรุงเทพฯ Q4 พุ่งเกิน 30%
18 ต.ค. 2569 | 16:46
ภารกิจ 'สุนัขตำรวจ K-9' เบื้องหลังความปลอดภัยขั้นสูงสุด งานประชุมระดับโลก IMF-World Bank 2026
18 ต.ค. 2569 | 14:04
ส่วนความคืบหน้าในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ที่ผ่านมาบริษัทได้ยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 240 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็นไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท
ซึ่งล่าสุด ก.ล.ต. ได้เริ่มนับหนึ่งไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อย โดยเบื้องต้นคาดว่าหุ้น SNNP จะเข้าซื้อขายในตลท.ได้ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2564 ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นไอพีโอไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ โดยมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ประเทศเวียดนามซึ่งมีประชากรจำนวนมากและเศรษฐกิจกำลังเติบโต
“เรากำลังก้าวกระโดดจากบริษัทในประเทศออกไปยังภูมิภาค และวันหนึ่งเมื่อฐานเราใหญ่ขึ้นก็จะก้าวไปสู่ตลาดโลก ผมมองว่าเมื่อเราเข้าตลาดหุ้น เราจะเป็นบริษัทเดียวที่มีทั้งธุรกิจเครื่องดื่มและสแน็ค ดังนั้นการลงทุนในหุ้น SNNP เหมือนได้ลงทุน 2 ธุรกิจ ในบริษัทเดียว”




