"วันแรงงาน" ชวนแรงงานไทย ต่อยอด "ค่าแรงขั้นต่ำ" สร้างฐานะให้เข้าใกล้ความ "รวย" ตามสไตล์ของตัวเอง
"วันแรงงาน" วนกลับมาอีกครั้ง หนึ่งในเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูด คงหนีไม่พ้นเรื่อง "ค่าแรงขั้นต่ำ" ของไทย ที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น จนเป็นอุปสรรคที่ทำให้ "แรงงานไทย" ยากที่จะเข้าถึงโอกาสทางการเงินอื่นๆ ได้น้อยกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่อาจมีต้นทุนเรื่องรายได้ที่มากกว่า
ทว่า ที่ผ่านมามีหลายกรณีศึกษา สะท้อนว่าค่าแรงขั้นต่ำ สามารถเป็นต้นทุนในการสร้างฐานะทางการเงินของคนคนหนึ่งได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากการ "เก็บเงิน" "หารายได้เสริม" "ลงทุน" หรือแม้แต่การลอง "ปรับมุมมองทางการเงิน" ใหม่ๆ บนความตั้งใจที่แน่วแน่ แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้สำเร็จแต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพการเงินที่ดี ที่แม้จะไม่ถึงขั้น "รวย" แต่ไม่ลำบาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- 5 นิสัยการเงินพังๆ ของมนุษย์ 'แรงงาน' เลิกได้ มีสิทธิ์รวย
- 'วันแรงงาน' 1 พฤษภาคม กับสิทธิตามกฎหมายที่คนค้าแรงงานต้องรู้!
"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ถอดความสำเร็จของการสร้างฐานะด้วยเงินจำนวนน้อย ให้เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งได้ 3 ข้อ ดังนี้
1. มีน้อยเก็บน้อย มีมากเก็บมาก แต่ห้าม "ไม่เก็บเงินเลย"
เพราะการเงินเก็บ ไม่ได้จำเป็นต้องเก็บคราวละมากๆ แต่สามารถเก็บเล็กผสมน้อยจนเป็นเงินใหญ่ได้ ซึ่งเทคนิคที่กูรูการเงินหลายท่านแนะนำ และเป็นทริคที่คนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารเงินนำมาแชร์อยู่เสมอ คือการแบ่งรายได้ 5-10% ของเงินเดือน (หรือมากกว่านั้น) หรือทุกครั้งที่มีรายได้ออกมาเก็บก่อนที่จะนำไปใช้จ่าย
ส่วนจะเก็บแบบทยอยใส่ในบัญชีธนาคาร หรือเก็บในกระปุกที่บ้านก็แล้วแต่สะดวก เมื่อครบปี ลองเปิดกระปุกหรือสมุดบัญชีดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่า "การเก็บเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริง และไม่ได้ยากเกินไป"
วิธีการหักรายได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถทำได้กับทุกกลุ่มอาชีพ ทุกวัย ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่ได้ค่าขนม แรงงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ ทำงานรับจ้างรายวัน ค้าขาย พนักงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ ฯลฯ
สำหรับคนที่รู้สึกว่าการเก็บตายตัวทุกๆ วัน หรือทุกๆ เดือนกระทบต่อชีวิตประจำวันเกินไป ลอง "เก็บเศษเหรียญ" ที่ได้รับจากการทอนเงินในแต่ละวัน ทยอยหยอดกระปุกทุกครั้งที่ได้รับ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ยังพอมีเงินส่วนที่แยกออกจากค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นเงินเก็บในอนาคต
เพราะการ "เก็บเงินจำนวนน้อย" ไม่ใช่ปัญหา กุญแจสำคัญที่ทำให้การเก็บเงินประสบความสำเร็จ คือ ระยะเวลา และวินัย ที่จะทำให้เงินก้อนเล็กๆ เปลี่ยนเป็นเงินก้อน ที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อเป็นเงินก้อนที่ใหญ่กว่า หรือเป็นเงินสำรองยามฉุกเฉินได้
2. "หารายได้เพิ่ม" และเริ่มด้วยการ "คิด" และ "ลงมือทำ"
หารายได้เพิ่มจะเอาเวลาที่ไหน ไม่มีทุนจะเริ่มต้นยังไง และอีกหลายๆ ข้อกังขาที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อต้องทำเริ่มทำอะไรใหม่ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคิด แต่การคิดแบบนี้อาจไม่ช่วยให้การเงินของเราดีขึ้นจากเดิมได้ หากยังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิม
การเก็บเงินช่วยให้เรา "ไม่จน" แต่อาจไม่ใช่ทางที่ทำให้ "รวย" ปัจจุบันการหารายได้เสริมทำได้หลายทาง ที่สามารถใช้สิ่งที่มีอยู่เริ่มต้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ทักษะเฉพาะ ความชอบ ฯลฯ มาเปลี่ยนให้เป็นรายได้อีกทาง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของจุดเริ่มต้นนี้จะสำเร็จหรือไม่ในวันแรก เว้นแต่ลงมือทำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
3. "หาความรู้ทางการเงิน" เพื่อให้เงินช่วยเราทำงาน
สำหรับใครที่ได้เริ่มต้นเก็บเงินได้แล้ว เริ่มเห็นอนาคตทางการเงินที่ดีของตัวเอง ลองหันมาศึกษาหาความรู้ทางการเงิน ที่จะช่วยให้เงินทำงาน และงอกเงยขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้แรงงานบ้าง
โดยอาจเริ่มต้นจากวิธีแบ่งเงินเก็บเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
1. สำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
2. เงินเก็บสำหรับบั้นปลายชีวิต
3. เงินสำหรับสร้างความมั่งคั่ง เช่น การแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในคราวเดียว สามารถเข้าถึงได้ง่ายแบบไม่ต้องใช้ต้นทุนอื่นๆ ประกอบ เพื่อเปิดรับความเสี่ยงเพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นกว่าการฝากเงินตามปกติ เช่น การลงทุนในกองทุนรวม การออมทอง การลงทุนในหุ้น เป็นต้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- 'เงินเย็น' เดือนละ 1,000 ลงทุนอะไรได้บ้าง?
- 5 นิสัยการเงินพังๆ ของมนุษย์ 'แรงงาน' เลิกได้ มีสิทธิ์รวย!
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ควรเริ่มต้นก่อนไปสเต็ปที่ 3 คือการค่อยๆ หาความรู้เรื่องการลงทุนให้เข้าใจในสินทรัพย์ที่จะลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงตามมาเสมอ แต่ในบางครั้งการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลยก็อาจเป็นเรื่องที่เสี่ยงที่สุดได้เช่นกัน








