(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) บีทีเอส ยืนยันใช้สิทธิทางกฎหมายฟ้องศาลปกครองให้กทม.จ่ายหนี้ค่าจ่ายเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียว และค่าจัดซื้อระบบรวมกว่า 3 หมื่นล้าน เหตุจำเป็นเพราะกระทบฐานะการเงินท่ีต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละพันล้านบาท
บีทีเอส ยืนยันใช้สิทธิทางกฎหมายฟ้องศาลปกครองให้กทม.จ่ายหนี้ค่าจ่ายเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียว และค่าจัดซื้อระบบรวมกว่า 3 หมื่นล้าน เหตุจำเป็นเพราะกระทบฐานะการเงินท่ีต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละพันล้านบาท ยันไม่ใช่การบีบเพื่อต่อสัมปทานสายสีเขียว
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) กล่าวว่า บริษัทฯยืนยันที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายในการยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร (กทม.) และบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้กทม.และกรุงเทพธนาคม ชำระหนี้ให้กับบีทีเอสรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น หนี้ค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวตั้งแต่เดือนเม.ย. 2560 จนถึง มี.ค. 2564 รวม 10,900 ล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) ที่ถึงกำหนดชำระในเดือนมีนาคม 2564 จำนวน 20,768 ล้านบาท
“หากปล่อยให้มีการค้างหนี้จนครบปี 2572 หรือสิ้นสุดสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก จะทำให้หนี้ทั้งสองส่วนเพิ่มขึ้นมาเป็น 9 หมื่นกว่าล้านบาท แบ่งเป็น หนี้ค่าจ้างเดินรถรวมดอกเบี้ยประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถรวมดอกเบี้ยจาก 2 หมื่นกว่าล้านบาท เพิ่มเป็น 3 หมื่นกว่าล้านบาท จึงจำเป็นต้องทวงหนี้ และถ้าบีทีเอสไม่ได้รับการชำระหนี้ภายในปีนี้ ก็จะมีผลกระทบต่อบริษัทฯเช่นกัน โดยหนี้ที่ค้างปัจจุบัน 3 หมื่นกว่าล้านบาท เราต้องกู้เงินธนาคาร และต้องเสียดอกเบี้ยประมาณปีละพันล้านบาท” นายสุรพงษ์ กล่าว
สำหรับ การใช้สิทธิทางกฎหมายของบีทีเอส สืบเนื่องจากบริษัทฯได้ส่งหนังสือติดตามทวงหนี้จาก กทม. และกรุงเทพธนาคม ครบกำหนด 60 วัน แต่ก็ยังไม่ได้รับการแจ้งว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ว่าบีทีเอสได้ออกคลิปเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคลิปใช้ชี้แจงไม่ใช่ทวงหนี้แต่อย่างใด เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทำให้มีความจำเป็นเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมาย และยืนยันว่าที่ผ่านมาบีทีเอสไม่เคยกระทำการใดๆที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจตามกำหมายในการขึ้นค่าโดยสาร แต่ในทางกลับกันบีทีเอสพยายามที่จะดูแลประชาชนและผู้โดยสารอย่างดีที่สุดในการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางสภากรุงเทพมหานครได้ประชุม เพื่อหาแนวทางมาชำระหนี้ ซึ่งสภากทม.ลงมติใม่อนุมัติให้ใช้เงินหรืองบประมาณมาชำระหนี้ส่วนหนี้ และได้เสนอแนะทางออก คือ ขอเงินสนับสนุนจากรัฐบาล หรือให้หาวิธีการในลักษณะการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องขอเรียนว่าบริษัทฯประสบปัญหาอย่างมากจากการแบกรับภาระหนี้จำนวนมากมากว่า 4 ปี บีทีเอส ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้ถือหุ้นมากกว่า 1 แสนราย จำเป็นต้องติดตามทวงหนี้จำนวนมาก จึงขอใช้สิทธิตามสัญญาทวงถาม และการดำเนินการตามขึ้นตอนตามกฎหมาย
ทั้งนี้ บริษัทฯยืนยันว่าไม่มีความประสงค์ที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาเป็นเงื่อนไขแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามหาทางแก้ไขในปี 2562 ให้บริษัทฯแบกรับภาระความเสี่ยง นำมาสู่ผลการเจรจาแก้ไขสัญญาตามคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งตามคำสั่งคสช. และผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุด และอภิปรายสภาฯถึง 2 ครั้ง และขณะนี้การแก้ไขสัญญาสัมทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว 30 ปี อยู่ระหว่างการพิจารณาของครม. ที่รัฐบาลจะพิจารณาประโยขน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
บริษัทฯรับทราบว่ารัฐบาลพยายามแก้ปัญหา และบริษัทฯได้ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาตลอด ซึ่งแนวทางต่อไปจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องดุลพินิจของรัฐบาล แต่บริษัทยืนยันว่าตลอดระยะเวลา 21 ปี ที่ผ่านมา บีทีเอสได้จัดให้มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวก และช่วยบรรเทาปัญหาจราจร แม้ว่าในช่วงเวลาบริษัทฯประสบปัญหาสภาพการเงินต้องเข้าฟื้นฟูผ่านศาลล้มละลายกลางมาแล้วก็ตาม แต่รถไฟฟฟ้าบีทีเอสที่มีระยะทางให้บริการขณะนั้น 23 กิโลเมตร ก็เป็นการลงทุนเองทั้งหมด เพียงแต่ภาครัฐให้พื้นที่ในการก่อสร้างระบบเท่านั้น บริษัทฯต้องลงทุน 100% แตกต่างโครงการอื่นที่รัฐสนับสนุนงานโยธา
นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีการปรับลดค่าโดยสารลงมาตามแนวทางของกระทรวงคมนาคมและมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคว่า หากถามว่าเป็นไปได้ไหม ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เพียงแต่ต้องทำอย่างไร ของกระทรวงคมนาคมและมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ตัวเลขยังมีความคาดเคลื่อน ไม่ได้นำค่าใช้จ่ายปัจจุบันจนถึงปี 2572 มาคิดคำนวณ ดังนั้เนอัตราค่าโดยสารสูงสุดที่ต้องการกให้ลดลงเหลือ 25 บาท ถามว่าทำได้หรือไม่ ทำได้หากรัฐบาลสนับสนุนก็ไม่มีปัญหา หากรัฐบาลยอมรับภาระขาดทุนนี้ได้ ซึ่งปัจจุบันการเก็บอัตราค่าโดยสารสูงสุดที่ 59 บาท ไม่มีรวมส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ยังให้บริการฟรี กทม.ยังรับภาระขาดทุนถึง 6 พันล้านบาท และหากเก็บ 25 บาท จะขาดทุนจำนวนมากก็ต้องพิจารณา
ส่วนแนวคิดการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมาจ่ายหนี้นั้น มองว่าการตั้งกองทุนจนถึงปี 2572 หรือ 8 ปี จะไม่ได้เงินปันผล ถามว่ามีใครยอมหรือไม่ การตั้งกองทุนทำได้ แต่ตั้งแล้วประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องสำคัญ วันนี้ก็แบกหนี้ไม่ไหวแล้ว แต่เราก็พยายามให้บริการให้ดีสุดเท่าท่ีทำได้
“เราเป็นบริษัทมหาชน หน้าที่ของเราต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เราจะต้องติดตามทวงหนี้ และอาจจะประจวบเหมาะเป็นหนี้ใหญ่โต ค่าติดตั้งที่ถึงดิวต้องชำระ ส่วนถามว่าถ้าบีทีเอสไม่ได้รับการต่อสัญญา 30 ปีต่อไปนั้น แผนของเราไม่คิดมาก่อนเรื่องสัมปทาน เรามีสัญญาจ้างเดินรถถึงปี 85 แต่เราก็ยินดีที่รัฐบาลตั้งกรรมการแก้หนี้สินและค่าโดยสาร เพราะว่าจริงแล้วสายสีเขียวมีส่วนของสัญญาสัมปทาน ที่เป็นส่วนหลัก ส่วนต่อขยายแรก ที่ กทม. จ้างบีทีเอสเดินรถ ส่วนต่อขยายสองที่จะวิ่งระยะทางจากสถานีคูคตจนถึงสมุทรปราการ ที่ค่าโดยสายจะสูงสุดถึง 158 บาท ทำให้คสช.มีการตั้งคณะกรรมกาเจรจาเรื่องนี้ขึ้นมา โดยก่อนเจรจามีโจทย์คือเก็บทั้งสายตั้งแต่คูคตไปถึงสมุทราปราการไม่เกิน 65 บาท ทำได้ไหม และอัตราดังกล่าวคือไม่ใช่ทุกคนจ่าย แต่จะคิดตามระยะทาง และในส่วนสัมปทานเดิมค่าโดยสารก็ได้ปรับลดด้วยซ้ำเลย อีกทั้งยังไม่มีการคิดค่าแรกเข้าจากทั้ง 3 ทิศทางระหว่างกัน”
ขณะที่มการพูดถึงจำนวนผู้โดยสารต่อวัน ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่คาดเคลื่อน โดยก่อนโควิดมีการคิดคำนวณผู้โดยสารต่อวัน 1.1 ล้านคน แต่ตัวเลขจริงไม่ถึง 8 แสนคน ต่างกัน 30% ทำให้ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายนำมาพูดไม่ตรงกันเรื่องการคิดคำนวณค่าโดยสาร
สำหรับสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบให้จำนวนผู้โดยสารลดลงไปต่อวันประมาณเกือบ 70% แต่รถไฟฟ้าบีทีเอส ก็ยังให้บริการประชาชนเต็มที่ มีการตื่นตัวเรื่องนี้ รณรงค์ใส่หน้ากาก วัดอุณภูมิ ทำความสะอาด ปล่อยขบวนรถให้ถี่ที่สุดเท่าที่ทำได้ ให้เกิดระยะห่างให้มากสุด ใส่หน้ากาก แอลกอฮอล์มีให้พร้อม เรื่องโควิดเราไม่นิ่งนอนใจ ส่วนการคืนตั๋วเที่ยวนั้นกำลังพิจารณา เพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารต่อไป









