วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’วันนี้เปิด ‘ทรงตัว’ที่31.40บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทอ่อนค่าลงจากาการแพร่ระบาดโควิด-19ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่คาดอ่อนค่าไม่มากจากผู้ส่งออกทยอยรอขายเงินดอลลาร์ แลโฟลว์จ่ายปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติไม่มากเท่าสัปดาห์ก่อน คาดวันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.35- 31.45บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.40 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัว จากระดับปิดวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35 - 31.45 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทในสัปดาห์นี้ที่ระดับ 31.25 - 31.60 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า ค่าเงินบาท อาจจัดอยู่ในกลุ่มสกุลเงิน EM ที่อาจเคลื่อนไหวอ่อนค่าลง เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

แม้ว่าเงินดอลลาร์มีโอกาสทรงตัวหรืออ่อนค่าลง หากเฟดคงยืนกรานใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ภาพการเคลื่อนไหวของเงินบาทและสกุลเงิน EM ที่เคลื่อนไหวสวนทางกับเงินดอลลาร์และอ่อนค่าลงนั้น มาจากการที่ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงในประเทศกลุ่ม EM อาทิอินเดียและไทย อาจลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ EM กดดันให้ค่าเงิน EM ยังคงผันผวนสูงและอ่อนค่าลง สวนทางเงินดอลลาร์ได้

อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าไปมาก เนื่องจากทางฝั่งผู้ส่งออกก็ทยอยรอขายเงินดอลลาร์หากเงินบาทอ่อนค่าลงมาใกล้ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกทั้งสัปดาห์นี้ โฟลว์จ่ายปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติอาจมีไม่มากเท่ากับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามสัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง ทั้งภาคการผลิต การบริการ รวมถึงการค้าโลกที่ขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ดี ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ในหลายประเทศ อาทิ อินเดียญี่ปุ่น อาจกลับมากดดันแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้

ในสัปดาห์นี้ ควรจับตาผลการประชุมเฟด และ สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก รวมถึง รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก โดยเฉพาะ กลุ่มบริษัทเทคฯ FAANG+

ทั้งนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมีดังนี้

ใน ฝั่งสหรัฐฯ – แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่งจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) โดย Conference Board เดือนเมษายน ที่จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 112 จุด นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวจะสะท้อนผ่านการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกกว่า 6.9% จากไตรมาสก่อนหน้าและทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจโตถึง 6.4%y/y ในปีนี้ ทั้งนี้ การฟื้นตัวเศรษฐกิจที่หนุนโดยการบริโภคครัวเรือนอาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) เริ่มปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 1.8% จาก 1.4% ในเดือนก่อน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แต่เรามองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะไม่รีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยในการประชุมครั้งนี้ FOMC จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Target Rate) ที่ระดับ 0.00-0.25% พร้อมทั้งคงอัตราการซื้อสินทรัพย์ (คิวอี)

อนึ่ง ตลอดสัปดาห์ ตลาดจะจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคฯ หรือFAANG+ อาทิ Facebook, Apple, Amazon และ Tesla

ส่วนในฝั่งยุโรป – ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี จะกดดันให้เศรษฐกิจยุโรปในไตรมาสแรก หดตัว 2% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตลาดมองว่าปัญหาการระบาดอาจผ่านจุดวิกฤติไปแล้ว และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัว สะท้อนผ่านทั้ง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนี (IFO Business Climate) รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในยูโรโซน (Consumer Confidence) เดือนเมษายนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 101.2 จุด และ -6.0 จุด ตามลำดับ

และในฝั่งเอเชีย – การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในโซนเอเชียยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก โดยเฉพาะในฝั่งประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor ชั้นนำอย่าง เกาหลีใต้ ชี้จากการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกกว่า 1.2%y/y จากที่หดตัวราว 1.2% ในไตรมาสที่ 4 ปีก่อน

ทั้งนี้ ในฝั่งญี่ปุ่น ตลาดมองว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ -0.1% พร้อมเติมสภาพคล่องสู่ระบบการเงินผ่านการซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของCOVID-19 ทั้งนี้ ตลาดมองว่าต้องจับตาการฟื้นตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านยอดค้าปลีก (Retail Sales) เพราะแม้ว่า ยอดค้าปลีกในเดือนมีนาคมอาจโตถึง 4.6%y/y ทว่ามาตรการ Lockdown รอบใหม่อาจกดดันการบริโภคในระยะสั้น และอาจทำให้ยอดค้าปลีกชะลอตัวลงในระยะสั้นได้