ผลประกอบการใส่เกียร์เดินหน้า
Event
เริ่มต้นศึกษาหุ้น SAT
Impact
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
เราคาดยอดผลิตรถยนต์จะฟื้นตัวขึ้น 10% YoY ในปี 2564F เป็น 1.57 ล้านคัน จากการฟื้นตัวทั้งตลาดในประเทศ (+8% YoY) และตลาดส่งออก (+12% YoY) โดยแนวโน้มของตลาดรถยนต์ในประเทศจะได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการที่ธนาคารจะทยอยผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะ
ตั้งแต่ 2H64F เป็นต้นไป ในขณะเดียวกัน แนวโน้มการส่งออกรถยนต์ก็จะได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายลง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขยับสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนภาวะการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดหลัก เช่น ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง
แนวโน้มรายได้จะ outperform การเติบโตของอุตสาหกรรมในปี 2564F
เราคาดว่ายอดขายของ SAT ในปี 2564F จะปรับตัวขึ้นเด่นกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2564F (Figure 2) เนื่องจาก i) SAT ได้รับคำสั่งซื้อใหม่ (มูลค่า 300 ล้านบาทในปี 2564F) และ ii) สัดส่วน 24% ของรายได้อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลทางการเกษตร (Siam Kubota) ซึ่งผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวได้ดีและกลับไปอยู่ระดับเดียวกับก่อน COVID ระบาดได้ในปี 2564F
คาดกำไรสุทธิจะโตสูงถึง 94% YoY ในปี 2564F
เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2564F จะพุ่งขึ้นถึง 94% YoY เป็น 720 ล้านบาท จาก i) ยอดขายเติบโต 16% YoY และ ii) อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.8ppts YoY เป็น 18.9% จากการประหยัดต่อขนาด และประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโครงการลดต้นทุนที่ดำเนินการในช่วงปี 2563
SAT เตรียมความพร้อมในการผลิตชิ้นส่วนช่วงล่างสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
แม้ว่ารายได้ 75% ของ SAT จะมาจากชิ้นส่วนช่วงล่างซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนในระยะยาว ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เราพบว่า SAT ได้มีการเตรียมตัวสำหรับ disruption เอาไว้แล้ว เพราะธุรกิจการผลิตสปริงของบริษัทได้รับการถ่ายโอนเทคโนโลยีจาก Mubea
Engineering จากประเทศเยอรมนี ในขณะเดียวกัน สายการผลิตชิ้นส่วนอื่นๆในปัจจุบันก็มีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนไปผลิตชิ้นส่วนรถ BEV ได้อย่างเช่น ระบบเบรค เป็นต้น
Valuation & Action
เราเริ่มต้นศึกษาหุ้น SAT ด้วยคำแนะนำ ซื้อ และประเมินราคาเป้าหมายที่ 24.50 บาท อิงจาก P/E ปี 2565F ที่ 11.8x เท่ากับค่าเฉลี่ยระยะยาว +0.5 S.D.
Risks
ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และปัญหาขาดแคลนแรงงาน









