แผนการโอนโครงการอาจล่าช้า 1-2 ไตรมาส แต่คาดกำไรปี 64 ยังคงเติบโต 43%YoY
ประเด็นสำคัญในการลงทุน
- รายงานกำไรงวด 4Q63 เท่ากับ 7 ลบ. -86%YoY +363%QoQ บริษัทรายงานรายได้เท่ากับ 629 ลบ. +9%YoY +105%QoQ (ต่ำกว่าคาด 53%) เนื่องจากปัญหาการโอนที่ล่าช้าของโครงการ The Excel Sukhumvit 71 และโครงการ The Excel Ladprao-Sutthisan สร้างเสร็จล่าช้าเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธ.ค. 63 จากเดิมคาดว่าจะเริ่มโอนช่วงต้น 4Q63 ขณะที่ %GPM จากโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายลดลงสู่ 31% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 41% เป็นผลจากโปรโมชั่นเร่งการขายในการให้ส่วนลดราคา 10-15% ส่งผลให้งวด 4Q63 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 22.7 ลบ. (ต่ำกว่าคาด 88%) -86%YoY (งวดเดียวกันในปีก่อนมีกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน) +363%QoQ และทำให้รายได้และกำไรสุทธิปี 63 เท่ากับ 2,221 ลบ.
-24%YoY และ 242 ลบ. -52%YoY ตามลำดับ - ปรับลดคาดการณ์กำไรปี 64 ลง 25% สู่ 345 ลบ. เติบโต 43%YoY เราปรับลดคาดการณ์รายได้ปี 64 ลง 13% สู่ 2,796 ลบ. (+41%YoY จากฐานปี 63 ที่ต่ำ) โดยบริษัทมี Backlog พร้อมโอนในปี 64 ราว 78 พันลบ. (Figure 1) แบ่งเป็น 1) ทยอยโอน 4 โครงการเดิม และ 2) เริ่มโอน 2 โครงการใหม่ อย่างไรก็ดี เราปรับลดคาดการณ์รายได้ปีนี้ลง เนื่องจากมี 3 โครงการมูลค่า Backlog รวมราว 2.6 พันลบ. ที่จะเริ่มโอนในปีนี้ มีแนวโน้มสร้างเสร็จล่าช้าไปอีก 1-2 ไตรมาส ได้แก่ 1) The Excel Ratchada-Huai Kwang 2) The Excel Lasalle 17 และ 3) The Excel Ratchada 18 (Figure 3) ประกอบกับศูนย์การค้า The New Forum Plaza ที่จังหวัดชลบุรี เลื่อนการเปิดให้บริการเป็นปลายปี 64 จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเปิดได้ตั้งแต่ต้นปี 64 นอกจากนี้ เราปรับลดสมมติฐาน %GPM ลงสู่ระดับ 40.6% จากเดิมคาด 43% จากสถานการณ์การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมที่รุนแรง ส่งผลให้เราปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิ
ปี 64 ลง 25% สู่ราว 345 ลบ. +43%YoY - ปี 64 บริษัทเตรียมเปิด 5 โครงการใหม่มูลค่ารวมราว 5 พันลบ. บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ทั้งหมด 5 โครงการ มูลค่ารวมราว 5 พันลบ. แบ่งเป็น 2 โครงการคอนโดมิเนียม ได้แก่ Impression Chareonnakhon (JV 51%) มูลค่า 5 พันลบ. คาดเปิดตัวช่วง 2Q64 และ The Excel Lasalle 83 มูลค่า 2 พันลบ. คาดเปิดตัวปลายปี 64 ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่เลื่อนเปิดมาจากช่วงปี 63 นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดอีก 3 โครงการแนวราบในช่วงปลายปีนี้ มูลค่ารวมราว 1.5 พันลบ. ซึ่งจะทำให้พอร์ตสินค้าแนวราบปรับเพิ่มขึ้นเป็น 13.6% จากเดิม 3.5% สอดคล้องกับความต้องการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากปีก่อน ขณะที่กลุ่มคอนโดมิเนียมคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของพอร์ตรวม คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในช่วง 2H64 จากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ภาวะปกติมีสัดส่วนราว 15-20% ของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์
- ปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” และปรับราคาเหมาะสมลงสู่ 3.60 บาท เราปรับราคาเหมาะสมปี 64 ของหุ้น ALL ลงสู่ 3.60 บาท จากเดิม 3.94 จากการปรับคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 64 ลงสู่ 0.56 บาท จากเดิม 0.82 บาท ตามแผนการโอนโครงการที่ล่าช้าออกไป 1-2 ไตรมาส ขณะที่เราปรับ Prospective PE ขึ้นสู่ 6.4x (3Yr-Avg.Sector PE) จากเดิม 4.8x ตามทิศทางแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ทยอยฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปี 63 ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับปัจจุบันของกลุ่มที่ซื้อขายที่ระดับ 8.6x (Figure 4) เราประเมินว่าราคาหุ้น ALL ตอบสนองต่อปัจจัยการเติบโตปี 64 แล้ว เราจึงปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” จากเดิม “ซื้อ” โดยเราคาดการณ์อัตราเงินปันผลราว 3-4%
ความเสี่ยง
1) สถานการณ์ COVID-19 ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
2) ความล่าช้าในการก่อสร้าง
3) แนวโน้มการโอนโครงการต่ำกว่าที่คาด








