วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

PFund-REITs-IFF (29 มี.ค.64)

การกลับมาเปิดประเทศเป็นปัจจัยหลักที่จะกระตุ้นการฟื้นตัว

Event

การฉีดวัคซีนในประเทศไทย และแนวโน้มกลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์

Key highlights

คาดว่าจะกลับมาเปิดประเทศใน 2H64

เช่นเดียวกับธุรกิจประเภทอื่น ๆ ที่อยู่ในตลาดทุน เรามองว่าผลการดำเนินงานของ PFund-REITs-IFF มีสัญญาณบวกมากขึ้นใน 2H64 และปี 2565 จากการที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ กลับมาเปิดประเทศ โดยเราคาดว่า พัฒนาการที่สำคัญที่จะสนับสนุนให้สามารถกลับมาเปิดประเทศได้ประกอบด้วย i) การ
นำวัคซีนมาใช้ทั่วโลก (มีการฉีดไปแล้ว >246 ล้านโดส) บวกกับเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้ได้ 50% ของประชากรไทยภายในสิ้นปีนี้ และ ii) การเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้ vaccine passports เพื่อเดินทางระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนยังช่วยคลายความกลัวจาก COVID-19 และทำให้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมลงอีก ดังนั้น PFund-REITs-IFF จะได้อานิสงส์จากการที่ธุรกิจบางประเภทฟื้นตัวดีขึ้นจากการกลับมาเปิดประเทศในปีนี้ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแผนจะทดลองใช้โมเดลการเปิดประเทศแบบไม่ต้องกักตัวที่ภูเก็ต ซึ่งเป็นความพยายามที่จะฟื้นเศรษฐกิจที่ทรุดตัวจากสถานการณ์โรค
ระบาดในช่วงที่ผ่านมา

น่าจะฟื้นตัวได้ตั้งแต่ปี 2564

สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบด้านลบกระจายไปยังธุรกิจในภาคบริการของประเทศ (ทั้งธุรกิจบันเทิง, ค้าปลีก, โรงแรม, และร้านอาหาร) ซึ่งจากความเป็นไปได้ที่จะฟื้นตัวจากการนำโมเดลใหม่มาทดลองใช้ (“Phuket sandbox model”) ทำให้เราคาดว่าจะเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวของบางธุรกิจตั้งแต่ 2H64 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงเน้นกองทุนที่มีศักยภาพจะฟื้นตัวได้จากประเด็นบวกนี้ ซึ่งได้แก่ i) CPN Retail Growth Leasehold (CPNREIT.BK/CPNREIT TB) และ ii) BTS Rail Mass Transit Growth Infrastructure Fund (BTSGIF.BK/BTSGIF TB) เพราะมีโอกาสจะฟื้นตัวได้จากการที่นักท่องเที่ยว
ต่างชาติจะกลับเข้ามาในอีกสองสามปีข้างหน้า สำหรับในระยะต่อไป เราคาดว่าผลประกอบการของ CPNREIT และ BTSGIF จะพลิกฟื้นจากผลกระทบของ COVID-19 ที่กลับมาอีกครั้งในปลาย 4Q63 ได้เร็วขึ้น (เมื่อเทียบกับตอนที่เกิดการระบาดรอบแรก) โดยมีแรงหนุนจากภาวะธุรกิจที่ดีขึ้น และความ
กังวลที่ลดลงเกี่ยวกับโรคระบาด

การจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

เราชอบกองทุนที่จ่ายเงินปันผลต่อหน่วย (DPU) ในอัตราที่สูง เนื่องจาก i) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นที่น่าพอใจของผู้ถือหน่วย และ ii) ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มแข็งแกร่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาตามเกณฑ์นี้ เราชอบ i) Jasmine Broadband Internet Infrastructure Fund (JASIF.BK/JASIF TB) ii) Hemaraj Leasehold Real Estate Investment Trust (HREIT.BK/HREIT TB) และ iii) Digital Telecommunications Infrastructure Fund (DIF.BK/DIF TB) โดยในปี 2563 JASIF จ่าย DPU 1.00บาท, HREIT จ่าย 0.69 บาท และ DIF จ่าย 1.04 บาท (Figure 5) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 10.4%, 9.0% และ 8.1% ตามลำดับ เราคิดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงดูน่าสนใจ และจะ
ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้าน downside จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

Recommendation

เรามองว่ากองเด่นในกลุ่มนี้ยังคงเหมือนเดิม โดยเราชอบ JASIF, HREIT และ DIF ในแง่ของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ (>8% ในปี 2563) และราคาหน่วยลงทุนที่ไม่แพง (<1.0x ของ NAV) โดยสรุปแล้ว เรามองว่ากลุ่ม PFund-REITs-IFF ยังคงน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปัน
ผลที่ค่อนข้างสูง แม้จะเกิดสถานการณ์โรคระบาดก็ตาม นอกจากนี้ เรายังมั่นใจว่า yield gap ของกลุ่มนี้จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้าน downside จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นในระยะยาวด้วยเพราะ yield gap ของกลุ่มสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอย่างมีนัยสำคัญ (Figure 7)

Risks

COVID-19 ระบาด, เศรษฐกิจชะลอตัว, ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง