“อาคม” ชี้ หากตลาดทุนไทยพัฒนาสู่ตลาดทุนดิจิทัล หนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน แนะ ก.ล.ต.ให้ความสำคัญระบบป้องกันภัยทางไซเบอร์เพื่อสร้างความมั่นใจนักลงทุน พร้อมให้นโยบายดันประชาชน-ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ระดมทุนเท่าเทียม
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)วานนี้(24มี.ค.)ว่า การพัฒนาตลาดทุนเข้าสู่ยุคตลาดทุนดิจิทัล ซึ่งเป็นกลไกที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และทำให้ตลาดทุนไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ทั้งนี้หากประสบความสำเร็จจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ถัดจากสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ ที่สามารถพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital platform) ที่ให้บริการครบวงจรครอบคลุมตราสารทุกประเภท
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าตลาดทุนไทยเป็นตลาดทุนดิจิทัลสมบูรณ์ จึงอยากฝาก 2 เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องใหญ่ โดยให้ผู้ร่วมพัฒนาโครงการและก.ล.ต.ให้ความสำคัญ คือ เรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ซิเคียวริตี้ และ การสร้างสภาวะไซเบอร์รีซีเรียน ให้กับตลาดทุนไทย ส่วนเรื่องที่ 2 คือ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
“ส่วนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตลาดทุน เป็นหนึ่งในแผนที่เราเพิ่มเติมในแผนพัฒนาตลาดทุนฉบับที่ 3 ปี 2560-2564 โดยโครงสร้างพื้นฐานนั้นมีหลายเรื่องทั้งการแก้ไขกฎหมาย หรือ กติกาที่ต้องเข้ม กรรมการก.ล.ต.ต้องเข้มในการตรวจจับผู้กระทำผิดตามพ.ร.บ.ต่างๆ”
นอกจากนี้ ฝากโจทย์ให้ก.ล.ต.ใน 5 นโยบาย คือ 1.การใช้กลไกหรือครือขายของตลาดทุนสนับสนุนนกิจการที่ประสบปัญหาโควิด-19ระบาด ให้เดินต่อไปได้ 2.การสร้างระบบการเข้าถึงระบบการเงินและตลาดทุนที่เท่าเทียมกันของประชาชน ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และเล็ก
3.การเสริมศักยภาพตลาดทุน โดยปรับปรุงกฎหมายและกฎเหล็ก เพื่อปรับปรุงให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นหน้าที่ของก.ล.ต. ซึ่งขณะนี้ มีปรากฏการณ์ 2-3 เรื่องที่ขอให้ก.ล.ต.ช่วยนำเสนอเรื่องกำกับดูแลที่เข้มข้น คือ ดิจิทัลแอสเซส และคริปโตเคอร์เรนซี
4.สนับหนุนให้เป็นตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนของกิจการที่เกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล ซึ่งเรื่องธรรมาภิบาลนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่ถามกันมากในเวทีต่างๆ และ5.การผลักดันให้ตลาดทุนรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลมาปรับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สำหรับตลาดทุนไทย รวมทั้ง การส่งเสริมระดมทุนดิจิทัลในรูปแบบซิเคียวริตีโทเคนออฟเฟอร์ริ่ง ด้วยการปรับกฎเกณฑ์ให้รองรับการระดมทุนรูปแบบดังกล่าว เรื่องนี้ ก.ล.ต.และทุกภาคส่วนได้ทำการบ้านใช้เวลาปีกว่าๆถือว่า เร็ว โดยมีตัวเร่งสำคัญ คือ โควิด-19
อย่างไรก็ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รุนแรง ทำให้ทุกภาคส่วน รวมถึง ภาคประชาชนที่ต้องเรียนรู้ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กระทรวงการคลังก็ปรับตัวและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้นโยบายหลายด้าน โดยเฉพะการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการคลัง โดยเฉพาะในช่วงปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่เราประสบปัญหาโควิด-19 ซึ่งเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นระดับประชาชน ธุรกิจ ราชการและระหว่างประเทศ
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็น คือ การนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในมาตรการภาครัฐ จะเห็นเรื่องการปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึง การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง ได้แก่ การจัดทำหลักประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ การขอออกหนังสือสินเชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ผ่านระบบการจัดเก็บภาษีออนไลน์ การพัฒนาระบบการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลผ่านระบบบาทบอนด์
“เรียนว่า การออกบอนด์ของรัฐบาลในปีที่แล้วและปีนี้ เช่น กรีนบอนด์ ก็ได้รับการยอมรับในตลาดหลักทรัพย์ในยุโรป โดยเฉพาะลักเซมเบิร์ก กรีนบอนด์เราก็ได้รับรางวัลด้วย ก็เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายภาครัฐที่มุ่ง 3 เรื่อง คือ ดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และ สุขภาพ”
ในมุมมองเชิงนโยบายระดับประเทศ ซึ่งหลักคิดต่อเศรษฐกิจดิจิทัล คือ การที่เศรษฐกิจและสังคมขับเคลื่อนด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของระบบทั้งในระดับประเทศ ธุรกิจและประชาชน ซึ่งภาครัฐสามารถผลักดันให้เกิดองค์ประกอบใน 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนากฎหมายกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน เพื่อเป็นมาตรฐานรองรับอำนนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการทำธุรกรรมต่างๆ 2.การยกระดับการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐให้อยู่ดิจิทัล 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 4.การส่งเสริมและยกระดับบุคลากรซึ่งต้องมีขีดความสามารถในเรื่องเทคโนโลยี
“มาตรการของรัฐ ซึ่งหลายโครงการจะเห็นว่า เราใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมด ไม่ว่าลงทะเบียน ซื้อขาย จ่ายตังค์ผ่านถุงเงินในกระเป๋า สามารถคุมการใช้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น โครงการคนละครึ่ง เราชนะ เรารักกัน เราเที่ยวด้วยกัน ใช้ดิจิทัลทั้งหมดในการอำนวยความสะดวก”
ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้บรรยาย เรื่อง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับการพลิกโฉมตลาดทุนไทย ว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วที่ทำให้สิ่งใหม่เกิดขึ้นทดแทน (technology disruption) มีส่วนสำคัญต่อชีวิตประจำวันของผู้คน รวมถึงพัฒนาการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงเข้าหากัน ซึ่งการนำพัฒนาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับตลาดทุนจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประชาชนเข้าถึงตลาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และขอขอบคุณ ก.ล.ต. ที่เป็น disrupter ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดทุน
สำหรับการพัฒนาระบบ Digital Infrastructure จะเริ่มที่ตราสารหนี้ภาคเอกชน และจะเชื่อมต่อระบบไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับตราสารหนี้ภาครัฐต่อไป ซึ่ง ก.ล.ต. จะควบคุมดูแลการพัฒนาและทดสอบระบบทั้งหมดก่อนเริ่มใช้งานจริงภายใต้โครงการ Sandbox ที่มีการจำกัดความเสี่ยงและยืดหยุ่นในเรื่องของกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนเชื่อมั่นได้ว่าระบบดังกล่าวจะสามารถใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ








