เฟดคงดอกเบี้ยและนโยบายการเงินรวมทั้งท่าทีผ่อนคลายโดย
ขณะปรับเพิ่มคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ สิ่งที่เหมือนเดิม คือ เฟดคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.00-0.25%, คงวงเงินซื้อพันธบัตรที่ 1.2 แสนล้านเหรียญฯ/เดือน, แต่มีการปรับเพิ่ม GDP ปี 64 และ 65 สู่ 6.5% และ 3.3% (จาก 4.2% และ 3.2%) ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้เป็น 2.4% (จาก 1.8%) ก่อนลดลงเหลือ 2.0% ขณะที่ปรับลดตัวเลขการว่างงาน ปี 64-65 เหลือ 4.5% และ 3.9% ดังนั้นภาพรวมจึงเป็นการส่งสัญญาณว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีโมเมนตัมที่ต่อเนื่อง
ทำไมตลาดบวกทั้งที่เฟดไม่ได้ส่งสัญญาณคุมผลตอบแทนพันธบัตร? เรามองว่าเกิดจาก 1) เฟดสามารถหาจุดสมดุลที่ทำให้นักลงทุนยอมรับการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรที่จะเกิดขึ้นตามเงินเฟ้อและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และจะเป็นการเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมุมมองเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของกรรมการเฟดรายคน (Dot plot) ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นการชี้ถึงการขึ้นดอกเบี้ยที่จะเริ่มในปี 2566 2) การยืนยันว่าโฟกัสของเฟดอยู่ที่การฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของการจ้างงาน ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็ว หรืออย่างน้อยที่สุดจนกว่าการว่างงานจะเข้าสู่ระดับ 4% ซึ่งเป็นคาดการณ์ระยะยาว 3) มีโอกาสที่เฟดจะลดระดับการดำรงสภาพคล่องของธนาคาร (SLR) ซึ่งเป็นคำถามในช่วงระหว่างการถามตอบ ทำให้ตลาดประเมินเฟดเตรียมลดการดำรงสภาพคล่อง ช่วยเอื้อให้ธนาคารปล่อยกู้และกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น
หุ้นโภคภัณฑ์และธนาคารยังเกาะประเด็นการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ (Reflation) จุดสมดุลที่เฟด สร้างขึ้นจะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงและเงินเฟ้อ (รวมผลตอบแทนพันธบัตร) สามารถปรับตัวขึ้นไปด้วยกัน ดังนั้นกลุ่มวัฏจักร (cyclical) จะยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวโดดเด่นกว่าหุ้นเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ในทางกลยุทธ์เราขอควบคุมความเสี่ยงจากความผันผวนด้วยการเลือกหุ้นที่ยังค่อนข้าง Laggard ในแต่ละกลุ่ม โดยสำหรับปิโตรเคมีเราชอบ SCC และ IRPC (ขณะที่หุ้นเด่นคือ PTTGC และ IVL) ขณะที่กลุ่มธนาคาร เรามอง BBL, TCAP, TISCO น่าสนใจ (หุ้นเด่นในกลุ่มคือ BBL และ KBANK) ขณะที่อาจทยอยสะสมกลุ่มหุ้นปันผลและกองรีทส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยัง Laggard ที่สุดนับจากโควิดเป็นต้นมา
ตลาดเลือกเก็งกำไรรายตัว โดยธีมที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) กลุ่มท่องเที่ยว-ธนาคาร จากการผ่อนคลายเศรษฐกิจ และมาตรการออก REIT buy back เราชอบธนาคารที่ยัง Laggard อย่าง BBL, SCB, AWC, MINT, CPN, BDMS 2) กลุ่มเปิดเศรษฐกิจ บวกต่อ CPN, CRC, MAJOR, SPA, BDMS, M 3) ได้ประโยชน์จากเราชนะ TNP เนื่องจากเป็นร้านค้าธงฟ้า 4) ไฟฟ้าชุมชน ยื่นซอง 22 มี.ค.-2 เม.ย. เรามองบวกต่อพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ ETC และ ACE 5) Re-rating PTG 6) ปันผลและกองรีทส์ ADVANC, BTSGIF, CPNREIT, AIMIRT, FTREIT, EASTW, WHAUP, TTW, TIP 7) กลุ่มพลังงาน ปิโตรฯ PTT, PTTGC, IVL, TOP ส่วน SCC ยังขึ้นน้อยที่สุดใน 1 ปี ที่ผ่านมา
ภาพรวมกลยุทธ์ ฟื้นตัวนำโดยปิโตรเคมีและธนาคาร คงมุมมองเชิงบวกต่อภาพระยะกลาง ขณะที่สามารถทยอยสะสมหุ้นปันผลสูง และพวกกองรีทส์ที่มีการถือครองต่ำ รวมถึงหุ้นที่ยังขึ้นน้อย // หุ้นแนะนำวันนี้ เก็งกำไร SCC*, BBL*, CPF*, ACE*
แนวรับ 1,550 / แนวต้าน : 1,580-1,600 จุด สัดส่วน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุน
อดีจเจ้าหน้าที่แบงชาติเตือนเศรษฐกิจจีนเสี่ยงเสียหายหนัก. อดีตเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติจีนเตือนเศรษฐกิจจีนมความเสี่ยงเสียหายหนักหากรัฐบาลยังพยายามควบคุมภาวะฟองสบู่ด้านสินทรัพย์ผ่านการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด
คลังเตรียมผุดโครงการเราผูกพัน คาด GDP โต 4%. คลังเตรียมเปิดโครงการ “เราผูกพัน” เยียวยาข้าราชการผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวนกว่า 1 ฃ้านคน เผยอาจต่อโครงการ “คนละครึ่ง 3” พร้อมคาด GDP ปี 64 โตได้ 4% แม้ IMF ประเมินโตแค่ 2.6%
ค่าโง่โฮปเวลล์ขัดรัฐธรรมนูญ. มติศาลรัฐธรรมนูญ 5:2 ชี้มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดนับอายุความคดีโฮปเวลล์ขัดรัฐธรรมนูญ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินชี้เป็นข้อมูลใหม่ รื้อคดีจ่ายค่าโง่ 2.4 หมื่นล้าน มั่นใจคดีโฮปเวลล์ขาดอายุความ รัฐมีลุ้นไม่ต้องจ่าย
ประเด็นติดตาม: - 24 มี.ค. : ประชุม กนง.
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









