วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ผู้บริโภค' เต็มใจจ่ายเพิ่ม ‘ค่ากรีน’ ไม่เกิน 20%

ปัจจุบัน "ผู้บริโภค" เริ่มปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่จะช่วยลดการสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมบ้างแล้ว และเต็มใจจ่ายผลิตภัณฑ์ที่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ไม่เกิน 20% จากราคาสินค้าปกติ ซึ่งผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับเทรนด์ผู้บริโภคนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยทำการสำรวจพฤติกรรมและมุมมองความคิดเห็นของผู้บริโภค ที่มีต่อปัญหาและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมดังนี้ กว่าร้อยละ 50 ของผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจ มองว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ของเสียและขยะ รองลงมาคือสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและอากาศแปรปรวน รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม 

ปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างใกล้ตัวผู้บริโภคและเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันค่อนข้างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและทำให้ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นชัดเจน สอดคล้องไปกับประมาณการของศูนย์วิจัยฯ ที่เคยประเมินไว้ในปี 2563 ในกรอบระยะเวลา 1 เดือน ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (ค่ารักษาพยาบาล ค่าหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์เจลล้างมือ และเครื่องฟอกอากาศ) ราว 2,000-3,000 ล้านบาท หรือมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 200-300 บาทต่อคนต่อเดือน (ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโควิด)

จากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่อาจช่วยลดการสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงดหรือลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง เช่น ขวดน้ำพลาสติก ถุงพลาสติก และหันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น กล่องข้าวที่ทำจากชานอ้อย ถุงพลาสติกที่ทำจากมันสำปะหลัง หรือหลอดดูดที่ทำจากกระดาษ หรือแม้แต่การเดินทางโดยรถสาธารณะแทนรถส่วนตัว ขณะเดียวกันบรรดาร้านค้าปลีกต่างๆ โดยเฉพาะค้าปลีกโมเดิร์นเทรดก็งดการใช้ถุงพลาสติก และรณรงค์ให้ผู้บริโภคใช้ถุงผ้าแทนเวลาออกไปจับจ่ายใช้สอย เป็นต้น

ผู้ผลิตคงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดหรือแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง ควบคู่ไปกับการควบคุมให้ตลอดสายการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 20% เมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติ ซึ่งถือเป็นราคาที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่าย

จากการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 65 มีความเห็นว่า สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยและควรสนับสนุน แต่ทั้งนี้เหตุผลที่ผู้บริโภคบางส่วนยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการดังกล่าว เนื่องจากกังวลในเรื่องของราคาที่มองว่าอาจจะสูงกว่าสินค้าปกติทั่วไป และไม่มั่นใจว่าสินค้าและบริการดังกล่าวสามารถลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง จึงทำให้การตอบรับยังไม่กว้างขวางมากนัก และกระจุกตัวอยู่ในสินค้าบางกลุ่มที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารและเครื่องดื่มบางประเภท รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี ด้วยกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีผลกับการตัดสินใจเลือกซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายของภาคธุรกิจที่จะต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้สินค้าและบริการเป็นที่ต้องการและตอบโจทย์ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ การมีฉลากบ่งบอกถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่บนตัวสินค้าหรือบริการ อาจจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในตัวสินค้าและบริการได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการจะต้องทำการควบคุมให้ตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะต้องมีราคาจำหน่ายอยู่ในกรอบระหว่าง 1%-20% (ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า) เมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติทั่วไป 

เนื่องจากผลจากการสำรวจของศูนย์วิจัยฯ พบว่ากว่าร้อยละ 55 ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจ เต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาที่แพงกว่าสินค้าปกติทั่วไประหว่าง 1-20% ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า รองลงมาคือร้อยละ 23 เต็มใจที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาเท่าเดิม หรือไม่แตกต่างจากสินค้าปกติทั่วไป

ดังนั้น หากธุรกิจสามารถผลิตสินค้าและบริการจำหน่ายในราคาที่ไม่สูงมากนัก หรือไม่แตกต่างเมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติทั่วไป ก็น่าจะจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และถึงแม้ว่าราคาจะสูงกว่าสินค้าทั่วไปตามท้องตลาดอยู่บ้าง แต่ผู้ประกอบการอาจจะให้ข้อมูลด้านอื่นๆ เพื่อประกอบกับการตัดสินใจของผู้บริโภค

เช่น เมื่อเทียบปัจจัยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้าและต้นทุนในการรักษาสิ่งแวดล้อม จนทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าคุ้มราคามากกว่า และในอนาคตหากผู้บริโภคหันมาช่วยกันเลือกสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ราคาจำหน่ายถูกลง หรือไม่ควรแตกต่างไปจากราคาสินค้าปกติทั่วไป

จากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 82 ของผู้ตอบแบบสำรวจสนใจที่จะเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในกลุ่มสินค้าอุปโภค ของใช้ส่วนตัวกันมากขึ้น รองลงมาได้แก่ สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสินค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้ จัดเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน มีการซื้อใช้บ่อยครั้ง 

นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางส่วนก็ได้หันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากสินค้าเกษตร (มันสำปะหลัง ชานอ้อย ฟางข้าวสาลี กาบหมาก ฯลฯ) รวมถึงเริ่มสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติหรือของที่นำมากลับมาใช้ใหม่ หากผู้ประกอบการหันมารุกทำตลาดกลุ่มสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ก็น่าจะช่วยจูงใจให้ผู้บริโภคสนใจที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวมากขึ้น

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการจะแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะต้องใช้เวลา ความต่อเนื่อง และความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยภาครัฐควรผลักดันและสนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการจูงใจให้ผู้ผลิตหันมาผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

เช่น การลดหย่อนภาษี วงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การช่วยเหลือเรื่องเงินทุนและเครื่องจักร รวมถึงช่วยทำการตลาดให้กับผู้ประกอบการ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการ เช่น สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ขณะเดียวกันหากผู้ผลิต (โดยการสนับสนุนของรัฐ) จะช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือการบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะดีกว่าการผลักภาระไปให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายแพงขึ้นหรือไม่

สำหรับผู้บริโภคก็ควรให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาจจะเริ่มจากสินค้าใกล้ตัว มีการใช้เป็นประจำ และมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่าย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และค่อยขยับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และต้องใช้เวลาในการปรับตัว เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การปรับตัวและความร่วมมือดังกล่าวของทุกฝ่าย ไม่เพียงแต่จะรองรับกับตลาดในประเทศที่หันมาให้ความสำคัญและรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แต่หมายถึงโอกาสในการขยายตลาดไปยังตลาดส่งออกหรือตลาดโลก ที่ทุกคนต่างหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) กันค่อนข้างมากและจะมากขึ้นเรื่อยๆ 

หากสินค้าและบริการของไทยยังไม่ปรับตัวไปสู่การเป็นสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็อาจจะนำมาซึ่งความท้าทายและความยากลำบากในการแข่งขันกับคู่แข่งในอนาคต