วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนเลื่อนออกหุ้นกู้เดือน มี.ค. บอนด์ยีลด์กดดันต้นทุนพุ่ง

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เตือนบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่ง กดดันยอดออกหุ้นกู้ใหม่เดือน มี.ค.ลดฮวบ เหลือเพียง 5 หมื่นล้าน จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มียอดออกเฉลี่ย 1 แสนล้าน ฝั่งเอกชน "ซีพีออลล์" ยืนยันยังระดมทุนผ่านหุ้นกู้ 1 หมื่นล้านบาท

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ประเมินยอดระดมทุนผ่านตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) ในปี 2564 นี้ไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ.2564) มียอดการออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 1.06 แสนล้านบาทแล้ว ปรับขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดออก 8.74 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (บอนด์ยีลด์) ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการออกหุ้นกู้ของเอกชน โดยเฉพาะในเดือน มี.ค.ที่ปกติเป็นช่วงที่มีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ชุดเดิม (Rollover)

เบื้องต้นคาดว่ายอดการออกหุ้นกู้เดือน มี.ค.ปีนี้จะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากภาวะปกติที่มียอดการออกหุ้นกู้ในเดือน มี.ค.ประมาณ 1 แสนล้านบาท ปัจจุบัน บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL) เป็นบริษัทเดียวที่ยืนยันจะ Rollover หุ้นกู้ มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัทเอกชนรายอื่นๆ แจ้งว่ามีแผนการออกรวมกันมูลค่าประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท เท่านั้น

"ปีนี้มีหุ้นกู้ครบกำหนดสูงถึง 7.2 แสนล้านบาท ถ้าเป็นภาวะปกติเราคงคิดว่ายอดออกทั้งปีจะไม่ต่ำกว่า 8-9 แสนล้านบาทแน่ๆ แต่ในสถานการณ์แบบนี้บริษัทที่เครดิตเรทตติ้งไม่ได้สูงมาก และมีต้นทุนการออกหุ้นกู้ที่สูง อาจไปใช้ช่องทางอื่นเพื่อรีไฟแนนซ์เงิน ส่วนบริษัทที่อันดับเครดิตดีก็อาจเลื่อนการออกไปก่อนในเดือน มี.ค. เนื่องจากเจอภาวะบอนด์ยีลด์ที่เร่งตัวขึ้น"

สำหรับต้นทุนการออกหุ้นกู้หลังโควิด-19 ยอมรับว่าปรับขึ้นกับทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สำหรับส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread) กลับพบว่าหุ้นกู้น้ำดี หรือหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตอยู่ที่ AAA และ AA ยังมีต้นทุนการออกค่อนข้างต่ำที่ 70 เบสิสพอยท์ และ 80 เบสิสพอยท์ ตามลำดับ ลดลงจากสิ้นปี 2563 ที่มีต้นทุนสูงกว่าที่ 82 เบสิสพอยท์ และ 103 เบสิสพอยท์

ในทางกลับกันต้นทุนการออกหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า หรือได้รับการจัดอันดับเครดิตเรทติ้งที่ A และ BBB มีต้นทุนการออกหุ้นกู้เพิ่มจากพันธบัตรรัฐบาลที่  207 เบสิสพอยท์ และ 427 เบสิสพอยท์ ตามลำดับ

ขณะที่ Absolute Yield หรืออัตราผลตอบแทนที่บริษัทเอกชนต้องจ่ายสุทธิในการออกหุ้นกู้ พบว่าปรับขึ้นทุกเครดิตเรทติ้งหากนับจากสิ้นปี 2563 โดยเครดิตเรทติ้ง AAA อยู่ที่ 1.80% จากเดิมอยู่ที่ 1.52% เรทติ้ง AA อยู่ที่ 1.89% จากเดิม 1.72% เรทติ้ง A อยู่ที่ 3.15% จากเดิม 2.74% และเรทติ้ง BBB อยู่ที่ 5.30% จากเดิม 4.85%

"ถ้าเทียบกับ ณ สิ้นปี 2562 ที่เป็นภาวะก่อนโควิด-19 จะเห็นว่าหุ้นกู้ที่เครดิตดี ต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นไปจากช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เลย แต่หุ้นกู้เครดิตเรทติ้งที่ต่ำลงมาจะต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นกว่าเดิมก่อนช่วงเวลาปกติ สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของนักลงทุนต่อหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ"

ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือน มี.ค.2564 ผลจากดัชนีสะท้อนการคาดการณ์ของตลาดที่คงมุมมองเช่นเดียวกับครั้งที่แล้วว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ในการประชุมเดือน มี.ค.นี้ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และอายุ 10 ปี ณ สิ้นไตรมาส 1 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากการสำรวจเมื่อวันที่ 19 ก.พ.2564

โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากที่คาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปีอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยจากต่างประเทศจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นสูงมากในช่วงที่ผ่านมา ความกังวลเรื่องโควิด-19 ที่ลดลง และการแจกจ่ายวัคซีนในวงกว้างมากขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนขายสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลและเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมีผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนที่คาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 และ 10 ปีอาจปรับตัวลดลงเนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้นสูงเกินกว่าปัจจัยทางพื้นฐานมาก และอาจมีการแทรกแซงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หากอัตราผลตอบแทนขึ้นสูงเกินไป

โดยดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. รอบเดือน ก.พ.นี้อยู่ที่ระดับ 47 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้วและยังอยู่ในเกณฑ์ “ไม่เปลี่ยนแปลง (Unchanged)” สะท้อนมุมมองของตลาดที่คาดว่าการประชุม กนง.ในเดือน มี.ค.นี้จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำแล้ว และคาดว่า ธปท.ยังต้องติดตามการขยายตัวเศรษฐกิจ และมาตรการการคลังที่จะออกในปีนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ส่วนดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปีและ 10 ปี ณ สิ้นไตรมาส 1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “เพิ่มขึ้น (Increase)” โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากครั้งก่อนจากการมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากขึ้นคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนจะเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนมุมมองของตลาดที่ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 5 ปี และ 10 ปีน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 0.89% และ 1.50% ตามลำดับ ณ วันที่ทำการสำรวจ (19 ก.พ.) โดยปัจจัยที่มีผลต่อการคาดการณ์ ได้แก่ อุปสงค์และอุปทานในตลาดตราสารหนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก รวมถึง Fund Flow ต่างชาติเป็นหลัก