บีทีเอสประกาศกำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 120% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังบันทึกกำไรจากการขายที่ดินธนาซิตี้ รวมถึงผลบวกจากการ IPO ของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ส่วน9เดือนกำไรดิ่ง 37.5% หลังโฆษณาวูบ จากผลกระทบโควิด-19
ล่าสุด บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์จำกดั (มหาชน) BTS ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2563 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 1,686 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 120.4% หรือ 921 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน
ส่วนใหญ่มาจาก การบันทึกกำไรสุทธิจากการขายที่ดินที่ธนาซิตี้โดยบีทีเอส กรุ๊ป รวมถึง ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในธุรกิจสื่อโฆษณา และผลบวกจากการ IPO ของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส โดยวีจีไอ
นอกจากนี้ กำไรจากการที่ยูซิตี้จำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดในบริษัทร่วมทุนจำนวน 9 บริษัท ให้แก่แสนสิริในเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งกำไรบางส่วน ถูกลดทอนด้วยการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์โดยยูซิตี้ (ซึ่งถูกบันทึกภายใต้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในยูซิตี้) และเมื่อเทียบกับปีก่อนกำไรสุทธิลดลง 31.5% หรือ 774 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจากไม่มีการบันทึกกำไรจากการที่ ยูซิตี้ขายหมอชิตแลนด์ซึ่งถูกบันทึกไปแล้วในไตรมาส 3 ปี2562/63
รวมถึงผลการดำเนินงานที่ปรับตัวลดลงในธุรกิจสื่อโฆษณาและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ส่วนผลการดำเนินงานประจำงวด 9 เดือนของ ปี 2563/64 บริษัทฯ บันทึกรายได้รวมสำหรับรอบระยะเวลาเก้าเดือนของปี 2563/64 จำนวน 32,733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% หรือ 2,274 ล้านบาท จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ปัจจัยหลักของการเพิ่มขึ้นมาจาก กำไรจากการขายที่ดิน จำนวน 1,979 ล้านบาท จากการขายที่ดินที่ธนาซิตี้ รวมถึง รายได้ดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้นจำนวน 296 ล้านบาท
รวมถึง การเพิ่มขึ้นของกำไรจากการขายและปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน จำนวน 220 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีการเพิ่มขึ้นบางส่วนถูกลดทอนด้วยการลดลงของรายได้จากการให้บริการรับเหมา จำนวน 166 ล้านบาท
ส่วนใหญ่มาจากการบันทึกรายได้จากการให้บริการติดตั้งงานระบบและการจัดหารถไฟฟ้าขบวนใหม่สำหรับโครงการส่วนต่อขยายสายสีเขียวที่ลดลง
ทั้งนี้บริษัทฯ รับรู้กำไรจากการดำเนินงานที่เกิดขึ้นเป็นประจำก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยและภาษี (Recurring EBITDA) ของรอบระยะเวลาเก้าเดือน ปี 2563/64 ลดลง 2,149 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.7% จากปีก่อนเป็น 6,204 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาสนี้ไม่มีการบันทึกกำไรจากการที่ ยูซิตี้ขายหมอชิตแลนด์ (ซึ่งถูกบันทึกไปแล้วในไตรมาส 3 ปี 2562/63)
ส่งผลให้บริษัทฯบันทึกกำไรสุทธิ (หลังหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย) จำนวน 2,894 ล้านบาท ลดลง 1,737 ล้านบาท หรือ 37.5% จากปีก่อน
โดยการลดลงของกำไรสุทธิ
ส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในยูซิตี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ยูซิตี้มีการบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์รวมถึงไม่มีการบันทึกกำไรจากการขายหมอชิตแลนด์ซึ่งถูกบันทึกไปแล้วในไตร
มาส 3 ปี 2562/63 และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนใน BTSGIF
สำหรับรอบระยะเวลา 9 เดือน ปี 2563/64 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)
ขณะที่ ผลการดำเนินงานของธุรกิจสื่อโฆษณาและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวลดลง อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
แต่อย่างไรก็ดีการลดลงของกำไรบางส่วนถูกชดเชยด้วย การเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานจากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง ส่วนใหญ่มาจากการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ และรายได้ดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น และการบันทึกกำไรสุทธิจากการขายที่ดินที่ธนาซิตี้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น








