เกษตรหนุนปลูกพืชสมุนไพรหลังโควิดระบาด ดันความต้องการสูง เพิ่มมูลค่ากว่า 5.2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยโต 10.3% แนะเร่งเพิ่มศักยภาพ แข่ง CLMV ที่ต้นทุนถูกกว่า
นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในไทย ระหว่างปีปี 2560- 2562 มีอัตราการเติบโตประมาณ 10%ต่อปี โดยปี 2560 มีการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 4.31 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การนำเข้าสมุนไพร 1.12 หมื่นล้านบาท การส่งออก 2,200 ล้านบาท ปี 2561 มีการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 4.76 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การนำเข้าสมุนไพร 1.15 หมื่นล้านบาท การส่งออก 2,400 ล้านบาท
และปี 2562 มีการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 5.21 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การนำเข้าสมุนไพร 1.24 หมื่นล้านบาท การส่งออก 2.19 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ปลูกสมุนไพร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปี 2562 มีพื้นที่การผลิต 37,128 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 92,820 ตัน ปี 2563 มีพื้นที่การผลิต 45,990 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 114,975 ตัน
อย่างไรก็ดี การผลิตพืชสมุนไพรที่เพิ่มขึ้นนี้ เนื่องมาจากนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมให้โรงพยาบาลของรัฐนําสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคควบคู่กับการใช้ยาแผนปัจจุบัน รวมถึงสถานการณ์การแพร์ระบาดของโรคโควิด-19 ทําให้ประชาชนสนใจและต้องการใช้พืชสมุนไพรในการดูแลสุขภาพมากขึ้น จึงเกิดการตื่นตัว ในขยายปลูกพืชสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น
อีกทั้งปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาบริโภคสมุนไพร เนื่องจากมีผลข้างเคียงน้อย และเสียค่ารักษาที่ต่ำกว่า รวมถึงสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทําให้ประชาชนมีความสนใจและต้องการใช้พืชสมุนไพรในการดูแลสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้มูลค่าการบริโภคสมุนไพรในตลาดโลกก็มีแนวโน้มมากขึ้น สมุนไพรจึงเป็นพืชที่มีอนาคตสดใส
สำหรับมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศ มีอัตรการเติบโตเฉลี่ย 10.3% ภายหลังประกาศใช้แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560-64 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตมากกว่าจีน ที่เติบโตเฉลี่ย 5.06% ญี่ปุ่น 0.85% และเกาหลีใต้ 5.43%
ทั้งนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี ไทยมีข้อได้เปรียบด้านประสบการณ์การศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี แต่จำเป็นต้องเร่งเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเกษตรกร เพื่อแข่งขันกับวัตถุดิบราคาถูกจากประเทศสมาชิก CLMV









