วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกร. ชงรัฐยก 'วัคซีนโควิด-19' เป็นวาระแห่งชาติ

กกร. เสนอรัฐบาลยกเรื่องฉีด "วัคซีนโควิด-19" เป็นวาระแห่งชาติ ชี้ เป็นปัจจัยสำคัญทำเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินได้

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 64 นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ขอเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเตรียมการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อจัดทำกระบวนการและวิธีการในการฉีดและกระจายวัคซีนให้ชัดเจนทั่วถึงเพียงพอต่อคนไทยที่จะเข้ารับวัคซีนซึ่งจะมาถึงไทยช่วงเดือนก.ค.2564 พร้อมมีการออกหนังสือรับรองบุคคลที่ได้รับวัคซีนแล้ว นำร่องกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ซึ่งนายจ้างพร้อมรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนแก่ลูกจ้างทั้งคนไทยและต่างด้าว ขณะที่รัฐควรมีมาตรการลดหย่อนภาษีเรื่องวัคซีนให้กับนายจ้าง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ภาคธุรกิจอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ กกร.ขอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีน โดยให้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากการฉีดวัคซีนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินได้อย่างต่อเนื่องในปี 2564 ทำให้คาดการณ์ว่าจะสามารถกลับมาผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคได้ในระยะถัดไป กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน และความสามารถในการส่งมอบวัคซีนด้วย

"กกร.จึงยังคงอัตราการขยายของเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตได้อยู่ในกรอบ 1.5-3.5% ตามที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ การส่งออกคาดจะขยายตัวได้ 3-5% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดจะขยายตัว 0.8-1% เพราะไทยหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้อยู่ในวงจำกัดได้ และนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการควบคุมที่จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในไตรมาส 1/2564 ควบคู่กับรัฐมีมาตรการเยียวยาบรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจ รวมถึงกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด" นายสุพันธุ์ กล่าว

โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเงิน 3,500-4,500 บาท แก่ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ที่มีประมาณ 9 ล้านคนนั้น เห็นว่าเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภค ทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และคนหลายกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ เห็นได้จากโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมามีเงินเข้าระบบประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจถึง 8 หมื่นล้านบาท ดีกว่าให้เป็นเงินสดแล้วอาจนำเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เหล้า บุหรี่ ลอตเตอรี่ ยาเสพติด ไม่เกิดประโยชน์