วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Quantamental (2 ก.พ.64)

ตลาดเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสสำหรับการลงทุนเสมอ

เดือน ม.ค.2564 January effect เบาๆ

ในเดือน ม.ค. ดัชนี SET index ปรับขึ้น +1.2% MoM ปิ ดที่ 1,467 จุด โดยในบทวิเคราะห์เดือนก่อนหน้า เราประเมินความน่าจะเป็นที่จะเกิด January effect ในปีนี้มีไม่มากนัก หลังจากที่ Fund flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมากในช่วง Santa Claus rally แล้ว ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจริงคือ Fund flow ยังไหลเข้าต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางเดือน ม.ค. จนทำให้ดัชนี SET index ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,561 จุด (บวก +7.7% จากสิ้นเดือนธ.ค.2563) อย่างไรก็ดีหลังจากนั้น เกิดแรงขายทำกำไรจนทำให้ดัชนี SET index ปรับลดลงอย่างมาก

Medium-term valuation (yield gap) น่าสนใจขึ้นมา เป็นผลจาก calendar effect

ในเชิงปฏิบัติ นักลงทุนจะใช้ประมาณการ EPS ในการคำนวณ Forward PE เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นรายตัวหรือภาพรวมตลาดฯ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในขณะนี้มีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2564 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2563 (มองว่าผลกระทบของโควิด-19 พ้นช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว) โดยประมาณการ EPS ปี 2564 ใน Bloomberg consensus ถูกคาดว่าจะฟื้นตัว +47.7%YoY เป็น 77.06 บาท/หุ้น ส่งผลให้ Forward PE ปี 2564 นี้ ปรับลดลงแบบอัตโนมัติทันทีที่เปลี่ยนปีปฏิทินเหลือเพียง 19 เท่า (จาก 27 - 28 เท่า หากใช้ข้อมูลประมาณการ EPS ปี 2563) ขณะเดียวกันอัตราคิดลด (Discount rate) หรือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังคงระดับต่ำต่อเนื่อง ส่งผลให้ Yield gap (แบบปกติ) ปรับขึ้นทันทีเป็น 4.55% นอกจากนี้หากนำเอาโมเดลใหม่ที่เราพัฒนาขึ้นมา Modified yield gap (M-yield gap) โดยทำการคำนวณโดยใช้ข้อมูลข้างต้น จะปรับขึ้นทันทีเป็น 1.44 จุด แสดงว่า ขณะนี้ Valuation หุ้น น่าสนใจกว่า ตลาดพันธบัตร

Note: M-yield gap เป็น In-house R&D โมเดลของฝ่ายวิจัยฯ ซึ่งคำนวณโดยการหาผลต่างระหว่าง ค่ามาตรฐานของอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในตลาดหุ้นกับตลาดพันธบัตร โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 52 สัปดาห์ (Rolling 52 weeks data) หาก M-yield gap สูงเกิน (หรือต่ำกว่า) +2.0 จุด (-2.0 จุด) แสดงว่ามีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะเข้าสู่ภาวะกระทิง (หรือหมี) ในอนาคตอันใกล้

Long-term valuation ยังพอรับได้

Cyclical Adjusted PE (CAPE) ของตลาดุห้นไทยล่าสุดอยู่ที่ 17.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 13.6 เท่า แต่ยังต่ำกว่ากรอบ +1.0 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 19.9 เท่า ขณะเดียวกันหากพิจารณาเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ย (Excess CAPE yield: ECY) จะพบว่าค่า ECY ล่าสุดอยู่ที่ 4.8% ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตย้อนหลัง 5 ปี ล่าสุดที่ 3.9%

อย่างไรก็ดี Implied Equity Risk Premium (iERP) ล่าสุดอยู่ที่ 3.1% ซึ่งเป็นการลดลงแตะระดับ -1.5 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งดูเหมือนว่าอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย จากโมเดลนี้ดูจะไม่น่าสนใจ โดยในช่วงปลายปี 2560 ค่า iERP ของตลาดหุ้นไทยลงแตะดับ 3.1% แล้วหลังจากนั้น ตลาดหุ้นไทยก็เข้าสู่ภาวะหมี ในปี 2561 แต่สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเราประเมินว่าสิ่งที่แตกต่างจากปี 2560 - 61 ก็คือ "อัตราดอกเบี้ย" (เราได้ทำการอธิบายผลของอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว ในบทวิเคราะห์เดือน พ.ค.2563 โดยใช้ทฤษฎี "Reach for yield") กล่าวคือในช่วงปลายปี 2560 iERP ที่ลงมาแตะระดับ 3.1% นั้น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.5% ขณะที่ในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.3% หากนำอัตราผลตอบแทนทั้ง 2 ตลาดมาเปรียบเทียบกันในเชิงอัตราส่วน จะพบว่า iERP ในปัจจุบันมีความน่าสนใจกว่าในปี 2560-61 ในเชิงเปรียบเทียบ กล่าวคือ 3.1/1.3 มีค่ามากกว่า 3.1/2.5 ... Weber's law

Note: เราแนะนำให้นักลงทุนอัพเดทสถานการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ยังประคับประคอง Valuation ตลาดหุ้นให้ยังสูงได้ในขณะนี้

Momentum factor ยังบวกต่อ

Cross-asset class momentum (CAC factor) ยังเป็นบวก โดยอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดพันธบัตรย้อนหลัง 12 เดือน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นย้อนหลัง 3 เดือน ยังเป็นบวก จาก CAC โมเดล เราประเมินแล้วว่ายังสามารถลงทุนในตลาดหุ้นต่อได้

Sideways, selective buy

ในเชิง Technical ประเมินแนวรับ SET index 1,430 และ 1,400 จุด / แนวต้าน 1,500 จุด และ 1,520 จุด สำหรับหุ้นเด่นจากโมเดล Quantamental ของเราในเดือน ม.ค.2564 จำนวน 20 ตัวให้ผลตอบแทนรวม + 5.6% (Market cap weight) เทียบกับ SET index ที่ปรับขึ้นเพียง +1.2%

สำหรับหุ้นเด่นเดือน ก.พ. 2564 เรามีหุ้นใหม่ 7 ตัว และถอดออก 7 ตัว ซึ่งแสดงไว้ในรูปที่ 1 และหุ้นเด่นจากมุมมองของเรา เลือก TWPC และ WICE (เลือกมาจาก 20 ตัวในรูปที่ 1)