โบรกฯชี้รัฐประหารเมียนมาร์ไม่กระทบบจ.ไทย แนะทยอยสะสมหลังราคาปรับลงมา บล.เอเชียพลัส จับตากลุ่มก่อสร้างขนาดใหญ่ ชี้หลังเลือกตั้งใหม่และเปลี่ยนขั้วอำนาจโครงการอาจล่าช้า
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเชียพลัส จำกัด กล่าวว่า การรับประหารในเมียนมาร์ พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉิน 1 ปี เป็นปัจจัยบรรยากาศเชิงลบระยะสั้นต่อราคาหุ้นบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้หรือฐานผลิตในเมียนมา โดยรวบรวม 6 กลุ่มบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้ในเมียนมาอยู่ในช่วง 1-12% เป็นประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อในระยะถัดไป
โดยคงต้องจับตาในกลุ่มก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ คือ ITD เข้าไปลงทุนเขตเศรษฐกิจทวายภายใต้รัฐบาลทหารจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่หรือล่าช้าออกไป และ TTCL ที่มีแผนการลงทุนโรงไฟฟ้า Ahlon Expansion ขนาด 388 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการเซ็นสัญญาไปแล้ว
ดังนั้นหุ้นทั้ง 2 บริษัทไม่น่าได้รับผลกระทบ แนะนำว่า เมื่อผลกระทบในเชิงพื้นฐานและปริมาณไม่ได้มากอย่างมีนัยสำคัญ หากเห็นราคาหุ้นปรับตัวลงมาจากความกังวลเรื่องนี้ จึงเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาว
แนะนำว่าถ้าไม่นับรวมการทำธุรกิจในเมียนมา จะพบว่า สัดส่วนรายได้อีก 95% ของ CBG มาจากในต่างประเทศยังมีทิศทางการเติบโตที่ดี ดังนั้นเมื่อช่วงราคาหุ้น CBG ปรับตัวลงมาที่ 133-135 บาท น่าสะสมซื้อ มองราคาเป้าหมายที่ 165 บาท
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า การรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบในเชิงการลงทุน ทั้งจากการเลือกตั้งใหม่จะเกิดช่วงไหนและจะเปลี่ยนขั้วอำนาจหรือไม่ หากเปลี่ยนขั้วอำนาจ อาจส่งผลต่อโครงการลงทุนก่อสร้างแม้จะเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่การลงทุนอาจล่าช้าไปอีกอย่างน้อย 6 -12 เดือน
ทั้งนี้จากการติดตามบริษัทมีการลงทุนอยู่และมีสัดส่วนรายได้ในเมียนมา เช่น PTTEP มี 12% ของรายได้ , CBG มี 10% ของรายได้ , OSP มี 10-15%ของรายได้, AEONT มีน้อยกว่า 1% ของรายได้, THG 9% ของรายได้ โดยต้องจับตากลุ่มที่ได้รับผลกระทบการบริโภค อย่าง CBG และ OSP รอดูว่าจะมีการปิดชายแดน กรณีเลวร้ายที่สุด แบบไม่สามารถทำธุรกิจได้เลย 1 ปี ประเมินว่า จะมีผลกระทบดาวน์ไซด์เพิ่มเติม แต่กรณีดังกล่าวก็เป็นไปได้ยาก เพราะเมียนมาร์ยังจำเเป็นต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า จากการประเมินผลกระทบ PTTEP กรณีเลวร้ายสุด ใน 3 แหล่งรายได้ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ใน 1 ปีจะกระทบราคาเป้าหมายที่ประเมินไว้ราว 5-10 บาท แต่ผลกระทบค่อนข้างจำกัด หากพิจารณาในเชิงปัจจัยพื้นฐานแล้วและเมื่อราคาปรับลดลงจากราคาเป้าหมายที่ประเมินไว้ 5-10 บาท เป็นจุดซื้อสะสม โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 118 บาท








