จับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และสัญญาณระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากผลประชุมเฟดรอบล่าสุด หุ้นไทยยังลง คาดสัปดาห์หน้าแกว่งตัว1,425-1,500 จุด เงินบาทแข็งค่ากรอบแคบ ตามทิศทางเงินหยวน รอการประชุมกนง. ในสัปดาห์หน้าและความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ฝั่งราคาทองคำขยับขึ้นจำกัด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้(25-29 ม.ค.63) หุ้นไทยทยอยปรับตัวลงตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ1,466.98 จุด ลดลง 2.06% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 87,564.08 ล้านบาท ลดลง 2.99% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai 1.71% มาปิดที่ 356.33 จุด
หุ้นไทยขยับขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ นำโดย หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน ก่อนจะร่วงลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ตามแรงขายกลุ่มนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ประกอบกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับอุปสรรคของการเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสภาคองเกรส และสัญญาณระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากการประชุมเฟดรอบล่าสุด หุ้นไทยยังลงต่อในช่วงปลายสัปดาห์ แม้จะมีปัจจัยบวกจากการทยอยผ่อนคลายล็อกมาตรการคุมโควิด-19 ในประเทศบางส่วนก็ตาม
ด้านนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,147.23 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 383.83 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 3,360.66 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 4,891.72 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายรวม 95,785.18 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย คาดสัปดาห์ถัดไป (1-5ก.พ.) มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,455 และ 1,425 จุดขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,480 และ 1,500 จุด ตามลำดับ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมกนง. (3 ก.พ.) สถานการณ์โควิด-19 ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/63 ของบจ. และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนม.ค. ของไทย รวมถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนม.ค. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/63 ของยูโรโซน ตลอดจนดัชนี PMI Composite เดือนม.ค. ของยูโรโซน ญี่ปุ่นและจีน
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ เงินบาทกลับมาแข็งค่าช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ในช่วงต้น-กลางสัปดาห์เพื่อรอปัจจัยใหม่มากระตุ้น ก่อนจะขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากผลการประชุมเฟดที่มีมติคงดอกเบี้ยและวงเงิน QE ตามเดิม โดยไม่ได้ผ่อนคลายมาตรการใดๆ เพิ่มเติม แม้จะมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกอบกับตลาดกังวลว่า ปธน.โจ ไบเดนอาจเผชิญอุปสรรคในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสภาคองเกรส อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ตามทิศทางเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค
ในวันศุกร์ (29 ม.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 29.92 เทียบกับระดับ 29.99 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 ม.ค.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (1-5 ก.พ.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมกนง. (3 ก.พ.) ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญได้แก่ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ดัชนี PMI และดัชนีISM ภาคการผลิตเดือนม.ค. 64 ยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้างเดือนธ.ค. 63
นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ ดัชนี PMI ภาคการผลิต-ภาคบริการเดือนม.ค. ของจีน ยูโรโซน อังกฤษและตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/63 ของยูโรโซน ด้วยเช่นกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ ปิดที่ 1,846.24 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศอยู่ที่ 26,310บาทต่อบาททองคำ
ด้านวายแอลจี บูลเลี่ยนอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า สรุป คณะกรรมาธิการบริการการเงินแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภา จะจัดการไต่สวนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากกรณีหุ้น Gamestop ในตลาดหุ้นหรัฐ ประกอบกับ ความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ผลักดันให้นักลงทุนบางส่วนพยายามขายหุ้นเพื่อทำกำไรออกมา จนกดดันดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ให้ร่วงลงระหว่างวันกว่า 350 จุด นอดจากนี้ ตลาดหุ้นจีนได้รับแรงกดดันจากภาวะสภาพคล่องในประเทศตึงตัว ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินสูงขึ้นจนกังวลว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจกำลังคุมเข้มนโบายการเงิน
ทั้งนี้ หากเทียบเป็นรายสัปดาห์ ดัชนีบลูชิพ Cร300 ปรับลง 39% , ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 3.4% สะท้อนความผันผวนในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงจนกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ก็กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐนะสกุลเงินที่ปลอดภัยเช่นกัน ซึ่งการแข็งคำของดอลลาร์กลับมา สร้างแรงกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นในระดัจำกัด
ทั้งนี้ ราคาทองคําพยายามทดสอบแนวต้านโซน 1853-1,875 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจจับตาว่าจะผ่านได้หรือไม่ หากไม่ผ่านอาจได้เห็นการตัวลงทดสอบแนวรับโซน1,830-1,821 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตามหากราคาสามารถผ่านขึ้นไปได้จะมีแนวต้านถัดไปเหนือโซน 1,896 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ยังคงเน้นการเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลง หากหลุดแนวรับระวังการปรับตัวย่อลง เพื่อทดสอบแนวรับถัดไปโซน 1,788 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจจำเป็นต้องขายตัดขาดทุน และแบ่งขายบางส่วนเมื่อราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่หากราคาผ่านแนวต้านได้สามารถถือต่อเพื่อรอขายที่แนวต้านถัดไป









