กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่เกิดขึ้นในอีอีซี ปี2563 ที่ผ่านมา จำนวนลดลง 15.85% ขณะมูลค่าลดลง34.99% ญี่ปุ่นรั้งลงทุนสูงสุด ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ธุรกิจดึงเงินลงทุนมากสุด
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยข้อมูลธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก : Eastern Economic Corridor (EEC) ประกอบด้วยเขตพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง การจัดตั้งธุรกิจใหม่ ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2563 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเขตพื้นที่อีอีซีรวม 6,104 ราย ทุนจดทะเบียน 17,533.54 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี2562 ลดลงคิดเป็น 15.85% และมูลค่าทุนจดทะเบียนลดลงจาก 26,972.15 ล้านบาท คิดเป็น 34.99% โดย 70.34% เป็นการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 4,294 ราย
ปัจจุบันพื้นที่อีอีซี มีนิติบุคคลคงอยู่ ณ 31 ธ.ค. 2563 จำนวน 72,629 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1.97 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นจ.ชลบุรี 52,798 ราย คิดเป็น 72.70% จ.ระยอง 13,939 ราย คิดเป็น 19.19% และ จ.ฉะเชิงเทรา 5,892 ราย คิดเป็น 8.11% โดย ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่มากที่สุดคือ ธุรกิจบริการ คิดเป็น 60.65% รองลงมาคือการขายส่งขายปลีก คิดเป็น 24.17% และการผลิต คิดเป็น 15.18%
สำหรับการถือหุ้นของต่างชาติในนิติบุคคลไทยคิดเป็น 40.97% ของทุนทั้งหมด โดยสัญชาติญี่ปุ่นมีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็น 47.36% รองลงมาคือ จีน มีสัดส่วนคิดเป็น 11.41% และสิงคโปร์มีสัดส่วนคิดเป็น 5.39% โดยมีการลงทุนในจังหวัดระยองสูงสุดคิดเป็น 52.75%
โดยประเภทธุรกิจที่ญี่ปุ่นลงทุนสูงสุดตามมูลค่าจดทะเบียน ได้แก่ ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆสำหรับยานยนต์ มูลค่าการลงทุน 77,544.78 ล้านบาท,ผลิตอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม มูลค่าการลงทุน 38,720.91 ล้านบาท, ผลิตยางล้อและยางใน มูลค่าการลงทุน 31,797.32 ล้านบาท
ส่วนธุรกิจที่ลงทุนโดยสัญชาติจีนสูงสุด 3 อันดับแรก เรียงลำดับจากมูลค่าทุนจดทะเบียน ได้แก่ ผลิตยางล้อและยางใน มูลค่าการลงทุน 14,753.60 ล้านบาท,ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆสำหรับยานยนต์ มูลค่าการลงทุน 8,767.35 ล้านบาทและผลิตเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานอื่น ๆ มูลค่าการลงทุน 4,630.09 ล้านบาท ส่วนสิงคโปร์สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผลิตยางล้อและยางใน ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใช้ในครัวเรือน









