ตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยงหลังผลประกอบการบริษัทใหญ่ในสหรัฐไม่สดใส และ เฟดยังคงดอกเบี้ย 0-0.25% มองการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกตามวัคซีน นักลงทุนเข้าหลบสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์ แต่เงินบาทไม่อ่อนค่ามาก จากธุรกรรมการค้าเบาบางและไม่ลดการถือสินทรัพย์เสี่ยงลงมากจากความหวังวัคซีน
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงินและวางแผนการลงทุน EASY INVEST บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ 30.01 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ 29.98 บาทต่อดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 29.90-30.10 บาทต่อดอลลาร์
ภาพตลาดการเงินคืนที่ผ่านมาอยู่ในโหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) โดยนักลงทุนขายทำกำไรหุ้นทั่วโลกหลังผลประกอบการของบริษัทใหญ่ในสหรัฐไม่สดใสอย่างที่คาดไว้ กดดันดัชนี S&P 500 ให้ปรับตัวลง 2.57% ขณะที่ฝั่งยุโรปก็ยังเผชิญกับความกังวลเรื่องการล็อคดาวน์ที่ยาวนาน กดดันดัชนี STOXX 600 ให้ปรับตัวลง 1.16%
ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.00 -0.25% และ “คง” นโยบายซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดตามคาด โดยให้มุมมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงต่อไปจะต้องพึ่งความคืบหน้าของการผลิตและแจกจ่ายวัคซีน
ด้วยภาพตลาดที่ปิดรับความเสี่ยงและนโยบายการเงินผ่อนคลาย บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุสิบปีจึงปรับตัวลง 2bps แตะระดับ 1.01% ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก อย่างไรก็ดี สินทรัพย์การเงินอื่น ๆ ยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบ เช่นราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาด 53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาทองคำทรงตัวที่ 1856 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ฝั่งเงินบาทและสกุลเงินเอเชีย แม้ช่วงนี้จะมีแรงกดดันจากตลาดทุนที่ปิดรับความเสี่ยงแต่กลับไม่อ่อนค่ามากอย่างที่เคยกังวล เชื่อว่ามาจากธุรกรรมการค้าที่เบาบางทำให้ตลาดไม่มีทิศทางชัดเจน ขณะที่นักลงทุนส่วนมากก็มีความหวังว่าวัคซีนจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจโลกในปีนี้ได้ จึงเลือกที่จะไม่ขายลดสินทรัพย์เสี่ยงลงมากในช่วงนี้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่ากรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 29.95-30.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาท ยังคงมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบตามเงินดอลลาร์ ขณะที่ในช่วงปลายเดือนอาจมีผู้นำเข้าทยอยเข้ามาแลกเงินบาท โดยผู้นำเข้าส่วนมากรอเข้าซื้อเงินดอลลาร์
หากเงินบาทแข็งค่าใกล้ระดับ 29.90-29.95 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทจะยังไม่แข็งค่าไปมากในระยะสั้น ส่วนผู้ส่งออกก็รอขายเงินดอลลาร์ที่ระดับ 30.10 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบใกล้ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ +/- 10 สตางค์
สำหรับตลาดการเงินโดยรวมยังคงผันผวนหนักขึ้นและพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลปัญหาการระบาดของ COVID-19 รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ตลาดกังวลว่าตลาดหุ้นโดยรวมอยู่ในระดับราคาที่แพงเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก ทำให้ ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ดิ่งลงกว่า 2.6% เช่นเดียวกับ ดัชนีหุ้นเทคฯหรัฐฯ NASDAQ ที่ปรับฐานลงถึง 2.6% หลังบริษัทเทคฯขนาดใหญ่ อาทิFacebook และ Tesla รายงานผลประกอบการที่ทำให้นักลงทุนต่างผิดหวัง สะท้อนความกังวลด้านปัจจัยพื้นฐานที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าในเชิงนโยบายการเงิน เฟด จะส่งสัญญาณเน้นย้ำว่าจะเดินหน้าอัดฉีดสภาพคล่องต่อ ในอัตราเดือนละ120 พันล้านดอลลาร์ และจะยังไม่ปรับเปลี่ยนการอัดฉีดสภาพคล่อง รวมถึงขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวชัดเจน ซึ่งต้องรอการแจกจ่ายวัคซีนอย่างทั่วถึง ส่วนในฟากยุโรป ดัชนีหุ้น STOXX50 ก็ปรับฐานลง1.6% จากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้หลายประเทศต้องขยายเวลามาตรการ Lockdown
ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด ได้ส่งผลให้ผู้เล่นส่วนใหญ่กลับเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยบอนด์ยีลด์10ปีสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 3bps เข้าใกล้ระดับ 1.0% ส่วน เงินดอลลาร์ก็กลับมาแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น 0.5% แตะระดับ 90.59จุด ขณะที่สกุลเงินที่อ่อนไหวกับตลาด อย่าง ยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.20ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วน ออสเตรเลียดอลลาร์ (AUD) อ่อนค่าลงกว่า 0.5% สู่ระดับ 0.76 ดอลลาร์ต่อ AUD
สำหรับวันนี้ ตลาดจะยังคงติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ โดยตลาดมองว่าเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวราว 4% จากไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยการลงทุนของภาคเอกชนที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับ New Normal และภาคอสังหาฯที่ขยายตัวดีขึ้น ขณะที่การบริโภคครัวเรือนอาจขยายตัวได้ไม่ดีจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ส่วนในฝั่งเอเชีย ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมมีแนวโน้มที่ไม่สดใสจากการระบาดใหม่ของ COVID-19 โดยยอดค้าปลีกในเดือนธันวาคมจะหดตัวราว 0.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราการว่างงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.0%
ท่ามกลาง สภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด เราจึงมองว่า เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อหลบความผันผวนของตลาดในระยะสั้น จนกว่าจะมีปัจจัยบวกกลับเข้ามาหนุนตลาด อาทิสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง หรือ วัคซีนสามารถแจกจ่ายได้ดีมากขึ้น หรือแม้กระทั่ง ผลประกอบการของตลาดโดยรวมออกมาดีกว่าคาด









