KTCมั่นใจรายได้ กำไรปีนี้สูงกว่าปีก่อน เหตุ ทุกธุรกิจเติบโต ย้ำณภาพสินทรัพย์ดีกว่าปีก่อน ”พิทยา" เผย จากโควิดระบาดรอบใหม่ จึงต้องปรับแผนธุรกิจบัตรฯ จับมือคู่ค้า เน้นโปรโมชั่น ช้อปปิ้งออนไลน์ -ส่งอาหารเดลิเวอร์รี่-ประกันโควิด
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTCปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนก.ย.2563จากราคา 31 บาท และทำจุดสูงสุดที่ 90.25บาท ในวันที่11 ม.ค.2563 และกลับมาปิดตลาดที่ 79 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาหุ้นวานนี้ (12 ม.ค.)นี้ผันผวน ปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 80.50 บาท ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมาปิดที่ 78.25 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 0.95%
นายชุติเดช ชยุติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ราคาหุ้นเคทีซีปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนน่าจะประเมินจากปัจจัยพื้นฐานในแง่ที่เราอาจจะเป็นบริษัทหนึ่งที่คุณภาพของสินทรัพย์ตอนนี้ค่อนข้างดีมากหรือดีกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและคุณภาพหนี้ในปัจุบันถือว่าดีมาก หรือดีขึ้นกว่าช่วงก่อนโควิด-19 โดยมีสำรองหนี้เสียสูงไม่ต่ำกว่า400%
รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ ทั้งรายได้และกำไรคาดว่าเติบโตขึ้นจากปี2563 ทั้งธุรกิจบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ยังมีทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้นจากปีก่อนเราก็มีการปรับแผนทำตลาดร่วมกับคู่ค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วทางด้านธุรกิจใหม่ อย่างสินเชื่อทะเบียนรถ หรือ สินเชื่อพี่เบิ้ม ในปีนี้มุ่งขยายตลาดนี้เป็นหลัก ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตแตะ1,000 ล้านบาท จากปีก่อนมียอดสินเชื่อราว200ล้านบาท ทำได้ใกล้เคียงเป้า และคาดว่าในอีก2ปีข้างหน้าปี 2566 จะเริ่มมีกำไรได้ ช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะข้างหน้า
“เราดูผลการดำเนินงานของเราเป็นหลัก ส่วนเรื่องราคาหุ้นเป็นเรื่องที่นักลงทุนพิจารณาเอง เราขอพูดตามผลการดำเนินงานที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ เราเป็นบริษัทที่มีคุณภาพหนี้ดีกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนมาก และปีนี้ธุรกิจมีโมเมนต์ตัมที่ดีกว่าปีก่อนโดยเรายังยืนมุมมองเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ตามได้ประกาศไว้เมื่อปลายปีก่อน ขณะนี้ยังไม่สามารถพูดอะไรได้มาก ต้องรอให้ประกาศผลการดำเนินงานปี 2563ในวันที่ 19 ม.ค.นี้ก่อน”
นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์บัตรเครดิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยหันมาเน้นทำแคมเปญโปรโมชั่นบัตรฯ ร่วมกับคู่ค้าในฝั่งการขายแบบออนไลน์และร้านอาหารแบบเดลิเวอร์รี่ รวมถึงบริษัทประกันที่มีการขายประกันภัยโควิด-19 และโรงพยาบาลสำหรับการให้บริการเทเลเมดิซีน หรือระบบตรวจรักษาพบแพทย์ออนไลน์ ที่ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าบัตรฯ ในตอนนี้
ดังนั้น บริษัทยังคงเป้ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ปีนี้เติบโตราว8-10% โดยเติบโตลดลงจากในอดีต และปีก่อนหดตัว ราว 8% ตามที่คาด เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รายได้และการใช้จ่ายของคนลดลง โดยปีก่อนมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรฯต่อรายจาก8,000 บาท เหลือ 6,000 บาท คาดว่าปีนี้ยังทรงตัวจากปีก่อน แต่ขึ้นกับการคุมการแพร่ระบาดต้องรอประเมินในอีก 2 เดือน และหากมีมาตรการภาครัฐช่วยเหลือลูกหนี้ก็พร้อมดูแลเต็มที่เช่นกัน
ปัจจุบันNPL ยังอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาส3ปีก่อนที่ 1.4% และพิจารณาการออกบัตรฯใหม่ตามเกณฑ์เดิมซึ่งปรับเกณฑ์ค่อนข้างเข้มไปแล้ว คาดว่า ยอดอนุมัติบัตรฯใหม่ปีนี้จะยังทรงตัวจากปีก่อน โดยครึ่งหลังปีก่อนลดลงมาอยู่ที่ 30 %กว่า จากต้นปีก่อนอยู่ที่43% ส่วนเป้าหมายยอดออกบัตรฯใหม่ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว270,000 -280,000 บัตร จากปีก่อนที่ 250,000 บัตร หรือต่ำกว่าเป้า








