ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 2565 มีการอนุมัติกรอบวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท เป็นงบแบบขาดดุล ท่ามกลางโจทย์เฉพาะหน้าที่รอแก้ และการเก็บรายได้ที่ลดลงมาก รัฐบาลต้องบริหารงบประมาณให้ดีที่สุด เพื่อให้รอดพ้นช่วงวิกฤตินี้ไปให้ได้
ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณไว้ที่ 3.1 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุลถึง 700,000 ล้านบาท เป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2564 ถึง 14.95% สิ่งที่น่าสนใจ คือ รายได้ของรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก และเป็นสาเหตุสำคัญของการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลที่สูงขึ้น โดยรัฐบาลประมาณการรายได้ไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ลดลง 10.35%
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุสำคัญของรายได้ที่ลดลงอย่างมาก มีส่วนสำคัญมาจากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งกระทบการจัดเก็บรายได้จากภาษีประเภทต่างๆ ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีแนวโน้มผลกำไรลดลง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีแนวโน้มลดลงตามรายได้ของประชาชน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ปรับลดลงตามภาวะภาคการบริโภค รวมถึงการชะลอมาตรการภาษีหลายมาตรการนับตั้งแต่มีการระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่มีแนวโน้มลดลง
สถานการณ์ดังกล่าวพิจารณาได้ว่ารัฐบาลอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการขับเคลื่อนการทำงาน ซึ่งมีโจทย์เฉพาะหน้าของรัฐบาลอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังไม่มีความชัดเจนถึงจุดสิ้นสุดการระบาด ในขณะที่มาตรการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบยังคงต้องมีต่อเนื่องจนกว่าการระบาดจะคลี่คลาย และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลก็ต้องขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะดึงเศรษฐกิจกลับขึ้นมาอยู่ในจุดเดียวกับช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19
ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลเหลืองบที่จะใช้ดูแลการระบาดของโรคโควิด-19 ประมาณ 611,000 ล้านบาท เป็นเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่เหลือวงเงิน 4.71 แสนล้านบาท และงบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2564 ซึ่งอยู่ในอำนาจการอนุมัติของนายกรัฐมนตรี วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท
สำหรับงบกลางคงไม่สามารถนำมาใช้สำหรับรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ได้ทั้งหมด เพราะมีภารกิจอื่นที่ต้องเตรียมเงินไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในขณะนี้กำลังเข้าสู่หน้าแล้งและหากสถานการณ์แล้งมีความรุนแรงก็จำเป็นต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาสูงขึ้น รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำที่รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณไว้จนกว่าจะเข้างบประมาณ 2565 ที่จะเริ่มใช้ในเดือน ต.ค.นี้ ที่น้อยกว่าปีนี้ 5.66% เห็นได้ว่ารัฐบาลต้องบริหารงบประมาณให้ดีที่สุดเพื่อให้รอดพ้นช่วงวิกฤตินี้ไปให้ได้









