ปี 2563 ถือว่าเป็นปีที่ “หนักหนา” และเรียกว่าเป็น “วิกฤติ” สำหรับหลายอุตสาหกรรม ที่มาจากผลกระทบจากไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่หรือ โควิด-19 ที่เข้ามากระทบต่อการทำธุรกิจ และต่อการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หนึ่งในธุรกิจที่มี “บทบาท” มาก ท่ามกลางวิกฤติจากโควิด-19 คือภาคธุรกิจธนาคาร ที่มีส่วนพยุง ช่วยประคับประคอง “ธุรกิจ” ช่วย “ลูกหนี้” ช่วย “ประชาชน”ให้ฝ่าวิกฤตินี้มาได้
โดยเฉพาะ “ธนาคารกรุงไทย” หรือ KTB ที่เรียกว่ามีบทบาทมากในวิกฤติรอบนี้
นั่นทำให้ “ผยง ศรีวณิช”กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้รับการโหวตจากกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจให้เป็น “Business Person of the Year 2020” หรือสุดยอด “ซีอีโอ”ปีนี้
โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ใช้หลักเกณฑ์ 3 ข้อหลัก 1. คือ การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทุกภาคส่วน จากโควิด-19 และการมี Environmental, social and corporate governance (ESG) ในการดำเนินธุรกิจ 40% 2.การดำเนินธุรกิจ 30% และ 3. การทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่โดดเด่น 30%
เริ่มต้นที่การ “ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ” ที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ทำ “ธนาคารกรุงไทย” เข้ามามีบทบาทที่โดดเด่นในการช่วยกู้วิกฤติจากโควิด-19 ครั้งนี้ได้
หากย้อนไป 4 ปีที่ผ่านมาของธนาคารกรุงไทย ภายใต้การนำของ “ผยง ศรีวณิช” ต้องเผชิญหลายโจทย์สำคัญในการดำเนินธุรกิจ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การแข่งขันรุนแรงของอุตสาหกรรมแบงกิ้ง จากคู่แข่งที่เป็นแบงก์ด้วยกันและผู้เล่นหน้าใหม่ อย่างฟินเทค บวกกับคุณภาพพอร์ตของแบงก์ ที่ “ผยง” เปรียบให้ฟังว่า “หกคะเมนตีลังกา” เยอะ “ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต่ำ” ฝังอยู่ในพอร์ตค่อนข้างมาก ทำให้ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยการวางยุทธ์ศาสตร์ครั้งใหม่ ให้กับองค์กร เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้กับธนาคาร
การ “ทรานส์ฟอร์มองค์กร” ของกรุงไทยครั้งนั้น โดยการทุ่มงบลงทุนก้อนใหญ่ราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อพลิกองค์กรให้มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี ให้มีความพร้อมในการให้บริการ ทั้งผ่านระบบ “เปิด" และระบบ “ปิด” เพื่อรองรับการให้บริการในโลกดิจิทัลมากขึ้น
สำหรับยุทธ์ศาสตร์ที่สำคัญของกรุงไทยครั้งนั้น คือการเดินแบบ คู่ขนาน การที่ธนาคารเดินช้ากว่าคู่เทียบในด้านไอดี แต่ข้อดีก็ทำให้ธนาคารสามารถซื้อเทคโนโลยีได้ถูกกว่าคู่เทียบมหาศาล ธนาคารจึงตัดสินใจว่า ต้องลงทุนทำโมบายแบงกิ้ง นั้นคือ Krungthai NEXT ที่เป็นระบบ “ปิด” ขึ้นมา
“วันนั้นเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญว่า เราจะเดินไปทางไหน เมื่อ 3-4 ปีก่อน ในขณะที่คู่เทียบเรามีโมบายแบงกิ้ง แต่เรายังเป็นอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง 2.0 ที่เราพยายามยกระดับให้เป็น 3.0 แบบขาหัก หกคะเมน เพราะวันนั้นเราเชื่อว่า ดิสรัปชั่นมาแน่ โมบายแบงกิ้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และขับเคลื่อนสู่โอเพ่นแบงกิ้งแน่นอน เราจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ เพื่อเดินปิดแกปคู่เทียบ”
ขณะเดียวกัน กรุงไทยก็สร้างระบบ “เปิด” คือ “เป๋าตัง” ขึ้นมา โดยไม่มีโลโก้แบงก์กรุงไทย เพื่อเชื่อมโยงจุดต่างๆด้วยดิจิทัลคอนเน็คทิวิตี้ นำไปสู่การทำบัตรสวัสดิการรัฐแบบไร้บัตร และมีการทำโครงการต่างๆ ขึ้นมามากมายภายใต้เป๋าตังเพื่อยกระดับชีวิตประชาชนให้ไปสู่ดิจิทัล ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้ทั้งผ่านระบบปิด และระบบเปิดธนาคารตั้งเป้ารองรับผู้ใช้งานไปถึง 40-60 ล้านคนในอนาคต นั่นคือวิสัยทัศน์ที่ธนาคารวางไว้เมื่อ 3-4 ปีก่อน
ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารเดินมา เป็นการยืนยันว่า เราเป็นระบบที่มีเสถียรภาพที่สุดในประเทศ นั้นคืออานิสงส์ที่ธนาคารบูรณาการไปสู่ “ดิจิทัล” ช้ากว่าคนอื่น 5ปี แต่ขณะเดียวกันชุมทางหรือระบบเน็ตเวิร์กของประเทศไทยยังมีคอขวด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เราได้ทุ่มพัฒนามา “ออกดอกออกผล”
สิ่งที่แบงก์ตระหนักอีกด้าน ของคำว่า ดิสรัปชั่น ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็ว ที่มาพร้อมกับการทำลายล้าง และสร้างใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องรีบทำคือ ต้องรู้ว่าตัวเองคือใคร? เพื่อยืนอยู่บนจุดแข็งของตัวเองได้ ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบคือ เราคือ ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่กลายเป็นจุดแข็งให้ธนาคาร ซึ่งเป็นรากเหง้าของ “กรุงไทย”ที่ต้องไม่ลืม
ดังนั้น กรุงไทย ต้องตอบโจทย์รัฐ โดยต่อยอดจากการค้นพบตัวตนของธนาคาร ธนาคารจึงมุ่งเน้นเจาะลึกเรียนรู้ไปสู่ 5 ระบบนิเวศ นั่นคือระบบรัฐบาล ระบบสุขภาพ ระบบการศึกษา ระบบขนส่งมวลชน ระบบชำระเงิน
“หากให้ผมพูดดังๆ คือให้ผมไปชกที่พารากอน ไอคอนสยาม ผมคงแพ้น็อค แต่ให้ผมไปชกตลาดสามชุก ตลาดกิมหยง ผมกินหมด ดังนั้นเราต้องดูว่าดีเอ็นเอ จุดแข็งเราคืออะไร พอเจอว่าเราเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ รัฐเป็นลูกค้ารายใหญ่ของธนาคาร เราจึงจำเป็นต้องไปดูแล เช่น บัตรสวัสดิการรัฐ คนละครึ่ง เหล่านี้เกิดจากสิ่งที่เราตอบโจทย์ลูกค้าของกรุงไทย เมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งไปตอบโจทย์พันธมิตรใหญ่ที่สุดคือรัฐบาล จึงนำมาสู่ยุทธ์ศาสตร์ X2G2X”
ซึ่งจากยุทธ์ศาสตร์ที่กรุงไทยได้ทำไว้ เมื่อ 3-4 ปี ก็ทำให้ กรุงไทย มีความพร้อมในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่มีความพร้อม เพื่อให้การช่วยเหลือถูกส่งไปถึงประชาชนและภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว และสามารถทำมาตรการเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยคำนึงถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียตามหลักของ ESG ได้อย่างดี
ในด้านการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคาร ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกค้าธนาคารผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้วรวมเงินกว่า 1.12 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันกรุงไทย ยังมี “โครงสร้างพื้นฐาน” ด้านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนาบริการทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงภาครัฐกับประชาชนได้
ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาล ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งการพัฒนาเว็บไซต์ เราไม่ทิ้งกัน.com เพื่อเป็นช่องทางในการลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ซึ่งรองรับการลงทะเบียนได้ถึง 23 ล้านคน รวมถึง การทำระบบ ชิมช้อปใช้ ที่มีผู้ลงทะเบียนถึง 15 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วมถึง 1.8 แสนร้านค้า และสร้างเงินหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 1.4 แสนล้านบาท และการพัฒนาแพลตฟอร์มไทยชนะ เทคโนโลยีในการติดตามและป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ และเราไม่ทิ้งกัน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ
รวมไปถึง โครงการ www.คนละครึ่ง.com ที่เป็นโครงการที่ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล ที่ร่วมกันจ่ายระหว่างรัฐและประชาชนคนละครึ่ง ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแล้ววันนี้ 15 ล้านคน รวมถึงโครงการบัตรสวัสดิการรัฐ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการช่วยเหลือกลุ่มฐานรากในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาวะปกติ และภาวะที่เศรษฐกิจถูกผลกระทบจากโควิด-19
ทั้งนี้ ด้าน ESG กรุงไทย เป็นอีกแบงก์ที่โดดเด่น ถือเป็นภารกิจหลักของธนาคาร ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ตามการดำเนินธุรกิจ กรุงไทย เคียงข้างประเทศ สู่ความยั่งยืน "Sustainable Banking” เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงการมีกำไรสูงสุด แต่มุ่งเน้นกำไรที่ดีที่สุดเพื่อคืนกลับไปยังชุมชน
ที่ผ่านมาจะเห็นกรุงไทยสนับสนุนโครงการด้าน ESG มากมาย ทั้ง “กรุงไทยรักชุมชน” โดยเข้าไปสนับสนุน 7 ชุมชน หรือกรุงไทยรักบางกะเจ้า ที่นำไปสู่ความยั่งยืน เข้าใจ และพัฒนา ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือโครงการ BIOFIN เพื่อระดมทุนผ่าน Crowd Funding ช่วยจ้างคนขับเรือบนเกาะเต่า ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

'ห้างเซ็นทรัล–เซ็นทรัล เอ็มบาสซี' ต้อนรับคณะคู่สมรส IMF–World Bank 2026 สัมผัสประสบการณ์ Thai Heritage, Global Standards
16 ต.ค. 2569 | 18:50
แอสเซทไวส์ส่ง 25 คอนโด 5,000 ยูนิต ร่วมสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUSดอกเบี้ยเริ่ม 2.6%
16 ต.ค. 2569 | 17:43
'สยามพิวรรธน์' ต้อนรับคู่สมรสผู้นำการเงินโลก ในงานประชุม 'IMF & World Bank 2026' ณ ไอคอนสยาม
16 ต.ค. 2569 | 17:36
รวมไปถึง “กรุงไทย RELIFE เปลี่ยนคืน ฟื้นชีวิต" เปลี่ยนพฤติกรรมพนักงานให้รู้จักคุณค่าสิ่งแวดล้อม โดยนำนวัตกรรม “Social Start-up” มาใช้แปรรูปเศษอาหาร เพื่อลดปริมาณขยะที่เป็นเศษอาหารจากห้องอาหารธนาคารปีละ 28 ล้านตัน ด้วย และการให้สินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมกับลูกค้าธนาคาร เป็นต้น
สุดท้ายคือ ด้านผลการดำเนินงานของ “กรุงไทย”ที่ผ่านมา กรุงไทยสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ภายใต้การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ตลอดจน Digital Disruption ที่ทำให้มีผู้แข่งขันเข้ามาในธุรกิจมากขึ้น แต่กรุงไทยภายใต้การนำของ “ผยง”ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2561 ธนาคารมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 28,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.0% ในปี 2562 ธนาคารมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 29,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% และช่วง 9 เดือนปี 2563 ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 54,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4%
ขณะที่ ไตรมาส3 ที่ผ่านมา กำไรจากการดำเนินงาน เท่ากับ 16,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% ท่ามกลางสภาวะดอกเบี้ยนโยบายที่ถูกปรับลดจนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ภายใต้ผลกระทบจากโควิด-19






