วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

WHA-BCPG-PRINC มั่นใจเศรษฐกิจฟื้นลุยลงทุนปีหน้า

“ดับบลิวเอชเอ” มั่นใจ จีดีพีไทย 64 โต 4-5% ลูกค้า 40 ราย จ่อลงทุนในนิคมฯ กว่า 5 หมื่นล้านบาท ลุยลงทุนนิคมฯเวียดนามเพิ่ม 2 แห่ง “บีซีพีจี” ลงทุนโรงไฟฟ้าลมในลาวใหญ่สุดในโลก 600 เมกะวัตต์ “พริ๊น” ตั้งเป้า 3 ปี ขยายโรงพยาบาลเพิ่มเป็น 20 แห่ง

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนา “ส่องหุ้นไทยรับปี 2021” เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2563 โดยในช่วงเสวนา “ล้วงลึกหุ้นมหาชน” ได้เชิญผู้ประกอบการมานำเสนอข้อมูลแผนลงทุนของแต่ละรายในปี 2564

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ดับบลิวเอชเอ มีธุรกิจ 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์คลังสินค้า ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน และธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งทั้ง 4 ธุรกิจทำให้ดับบลิวเอชเอได้รับผลกระทบจากโควิดน้อย 

สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมแม้ได้รับผลกระทบจากโควิดสูง ซึ่งไม่ได้เกิดจากความต้องการลดลง แต่เกิดนักลงทุนเดินทางมาดูซื้อที่ดินไม่ได้ ซึ่งความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อตั้งโรงงานยังมีสูง เพราะไทยมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ดึงดูดการลงทุนสูง รวมถึงสงครามการค้าและโควิดทำให้นักลงทุนย้ายฐานการลงทุนจากจีนไปประเทศอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำ และส่วนใหญ่จะมาอาเซียน โดยเฉพาะไทยกับเวียดนาม ทำให้นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอในเวียดนามขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 250 ไร่ เป็น 300 ไร่

ทั้งนี้ ปี 2564 จีดีพีไทยจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4-5% ทำให้การลงทุนขยายตัวตามไปด้วย โดยมีทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่นและประเทศอื่นมาไทย ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าที่ติดต่อมาไม่ต่ำกว่า 30-40 ราย มูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท ที่รอมาลงทุนในไทย โดยหากเปิดประเทศจะทำให้ยอดลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมสูงขึ้นในปีหน้า

“สงครามการค้าไม่จบลงแน่ เพราะเป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐ และเอเชียจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกแน่นอน ซึ่งโควิดทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยงจากจีนจึงทำให้ความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมสูงขึ้น โดยเมื่อเปิดให้นักลงทุนเข้าประเทศปีหน้าจะเห็นการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มแน่นอน”

“WHA”ขยายนิคมฯเวียดนาม

รวมทั้ง อีก 3-4 ปี การขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามอาจแซงไทย ซึ่งการที่ไทยจะรักษาการลงทุนให้เติบโตระดับสูงต้องใช้ศักยภาพที่ตั้งให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต่อยอดอีอีซีให้ได้ตามเป้า ซึ่งขณะนี้โครงการในอีอีซีนิ่งไปควรจะมีกิจกรรมมากกว่านี้

“เวียดนามมีแรงดึงดูดการลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานสูง ส่วนอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังเข้ามาไทย แต่หากไทยจะรักษาจุดแข็งต้องเดินหน้าอีอีซี เพื่อให้ไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมชั้นสูงได้”

นอกจากนี้ ดับลิวเอชเอขยายการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามเพิ่ม ซึ่งกำลังเจรจารัฐบาลท้องถิ่นเวียดนามสร้างเพิ่มอีก 2 แห่ง พื้นที่ 2 หมื่นไร่ รวมกับนิคมอุตสาหกรรมเดิมจะทำให้มีนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนาม 3 แห่ง โดยคาดว่าปี 2564 จะเปิดแห่งที่ 2 และปี 2565 จะเปิดแห่งที่ 3 และเริ่มขายที่ดินได้ในปี 2565

ส่วนธุรกิจอื่นยังเติบโตได้ดี โดยธุกิจสาธารณูปโภคพื้นฐานและไฟฟ้าเติบโตดี ใโดยเฉพาะธุรกิจน้ำที่ภัยแล้วทำให้ธุรกิจนี้กลับมาเดินหน้าปกติ รวมทั้งเข้าไปลงทุนน้ำประปาในเวียดนามที่ต้องการสูงขึ้นทุกปี ส่วนธุรกิจไฟฟ้าได้ลงทุนเพิ่มทั้งโรงไฟฟ้าขยะและโซลาร์รูฟบนคลังสินค้า โรงงาน และลานจอนรถในนิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจคลังสินค้าได้ขยายตัวตามธุรกิจอีคอมเมิร์ช ซึ่งล่าสุดพื้นที่คลังสินค้าได้ขยายไปที่ 2.5 ล้านตารางเมตร ใน 40 แห่ง

“BCPG”เดินหน้าธุรกิจไฟฟ้า

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วิฤติโควิดทำให้ทั่วโลกสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและมองธุรกิจที่ยั่งยืน โดยเฉพาะหลังจากนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐมุ่งพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน ทำให้ธุรกิจพลังานทดแทนมีอนาคตที่ดีและตรงกับธุรกิจของบีซีพีจีจึงได้รับผลกระทบจากโควิดไม่มาก ซึ่งช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนให้ความสนใจกับธุรกิจนี้มาก เพราะได้รับผลกระทบจากโควิดน้อยทำให้มั่นใจได้ว่าอีก 3-5 ปี การลงทุนในกิจการไฟฟ้าจะมีความปลอดภัยโดยเฉพาะพลังงานสะอาด

รวมทั้งบีซีพีจีได้เพิ่มทุนอีก 1 หมื่นล้านบาท ทำให้มีเม็ดเงินที่จะลงทุนเพิ่มได้ในธุรกิจหลัก โดยจะใช้เงินจำนวนนี้ 65% ในโครงการที่ได้ลงทุนไปแล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพในไทยและเอเชียแปซิฟิก 5-6 ประเทศ 

โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังลงานลมที่ลาวกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และจะส่งไฟฟ้าขายให้เวียดนาม ส่วนอีก 35% ลงทุนอีกหลายโครงการคาดว่าจะสรุปรายละเอียดกลางปี 2564 ซึ่งแผนการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะทำให้รายได้โตอีก 15-20% ต่อปี

ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าต่างประเทศ

สำหรับโครงการลงทุนเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น-ยาวของบริษัท โดยเฉพาะปัญหาแอดเดอร์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทยอยหมดตั้งแต่ปี 2566–2568 โดยแผนการลงทุนทั้งหมดนี้จะมีเม็ดเงินกำไรเข้าไปชดเชยรายได้ที่หายไปจากค่าแอดดอร์ที่หายไป และมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกโดยเฉพาะจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 600 เมกะวัตต์ รวมทั้งจะขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซียอีก 60 เมกะวัตต์ ขยายลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในฟิลิปปินส์ อีก 14 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นอีก 100 เมกะวัตต์ เป็นต้น

“บีซีพีจี มีเงินลงทุนจากขายเพิ่มทุน 1 หมื่นล้านบาท บวกกับรายได้ที่เข้ามาในแต่ละปี จะทำให้มีเงินลงทุน 4-5 หมื่นล้านในการขยายการลงทุนต่อไป ทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาทดแทนในส่วนของแอดเดอร์ที่หมดไป และมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ 100% ว่ารายได้ของบีซีพีจีจะไม่ตกลง”

นอกจากนี้ บีซีพีจี ยังได้ลงทุนในธุรกิจสมาร์ทเอนเนอร์ยี่ ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการด้านพลังงาน โดยให้คนใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองและขายได้อีกด้วย โดยจะเป็น S-curve ตัวใหม่ของบริษัท ซึ่งจะมีธุรกิจไฟฟ้าอีกมากจะมาทางนี้และสร้างผลตอบแทนกำไรสูง ทำให้ธุรกิจไฟฟ้ามุ่งไปสู่ตลาดรายย่อยมากขึ้น