กฟผ. ลุย 3 โครงการ ERC Sandbox งบลงทุนราว 70 ล้านบาท ทดสอบนวัตกรรมใหม่ผลิตไฟฟ้า เร่งจัดซื้อจัดจ้างพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ปีหน้า หวังต่อยอดปั้นสู่ธุรกิจใหม่ใน 5-10 ปี
นายสมชาย โชคมาวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว หรือ Disruptive Technology ที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า โดยได้สมัครเข้าร่วมโครงการ ERC Sandbox ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เมื่อปี 2562 ซึ่ง กฟผ. ได้รับคัดเลือกให้ร่วมดำเนินการใน 3 โครงการ ใช้งบประมาณรวมกว่า 70 ล้านบาท ได้แก่ 1. โครงการ ENGY Energy is Yours เป็นความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ คิว. เฮ้าส์,พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และ เอสซี แอสเสท
- โครงการ TU EGAT ENERGY เป็นความร่วมมือ กฟผ.กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และ 3.โครงการศรีแสงธรรมโมเดล โดยพระครูวิมลปัญญาคุณ (เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม) ได้มีงานวิจัยร่วมกับ กฟผ.
โดยทั้ง 3 โครงการ จะเป็นการเข้าไปทดสอบเทคโนโลยีระบบภาคประชาชนซื้อขายไฟฟ้ากันเอง หรือ Peer to Peer (P2P) กับ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัย (หมู่บ้าน), ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทภาคธุรกิจ(คอมมูนิตี้) และผู้ใช้ไฟฟ้าชุมชนห่างไกล (วัด,โรงเรียน) พร้อมศึกษาโครงสร้างอัตราค่าบริการรูปแบบใหม่ Net Metering หรือ Net Billing,เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานและระบบ Cloud Energy Storage ,เทคโนโลยีระบบไมโครกริด และเทคโนโลยีระบบ Load Aggregator
ปัจจุบัน โครงการที่ 1 อยู่ระหว่างการออกแบบและเตรียมจัดซื้อจัดจ้างฯ ขณะที่อีก 2 โครงการ เตรียมติดตั้งอุปกรณ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนมี.ค.2564 และสามารถส่งรายงานเบื้องต้นให้กับ กกพ.ได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี2564 ซึ่งตามกำหนดแล้วโครงการ ERC Sandbox จะแล้วเสร็จประมาณเดือน เม.ย.ปี2565
“การทดสอบนวัตกรรมดังกล่าว จะนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจรูปแบบใหม่ของ กฟผ. ภายใน 5-10 ปี และยังตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้ไทยมีธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่เป็นยูนิคอร์น (Unicorn ) หรือ ธุรกิจที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์”
อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะยังไม่สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจาก กฟผ.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน จึงยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย
นางวีนัส หลงสมบุญ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรมและพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ในงานเสวนา EGAT INNOVATION SHOWCASE 2020 กฟผ.ได้วางแนวทางสู่ EGAT Smart Energy Solution ในระยะ 5-10 ปี โดยเป็นการนำนวัตกรรมและระบบอัจฉริยะเข้ามาใช้ใน 5 มิติ ได้แก่ 1. ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 2. ระบบส่งไฟฟ้า 3.ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 4. พลังงานหมุนเวียน และ 5. ระบบรถไฟฟ้า(EV) และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้องค์กรดำเนินงานได้สอดคล้องกับเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยโจทย์สำคัญของการพัฒนานวัตกรรมนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและพลังงานให้สูงขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
นอกจากนี้ กฟผ.ยังหันไปดำเนินการธุรกิจต้นน้ำ โดยจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) เพื่อใช้ที่โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ขณะที่ระบบส่งไฟฟ้า ยังมุ่งขยายการเชื่อมต่อระบบส่งกับเพื่อนบ้านเพื่อทำ Energy Trading ในภูมิภาค รวมถึงพัฒนาระบบส่งให้รองรับความผันผวนจากพลังงานหมุนเวียนด้วยระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และนำโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จะพัฒนาศูนย์บริหารโหลดพลังงานหมุนเวียน หรือ RE Control Center และ Trading Platform เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการในทุกขั้นตอนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด








