วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมรับ"รถเมล์ไฟฟ้า" ล็อคเป้า 6 เส้นทาง6จังหวัด

คมนาคมดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า หนุนโรดแมพรัฐบาลเพิ่มปริมาณไม่น้อยกว่า 30% ภายในปี 2565 เตรียมคลอด 6 เส้นทางเดินรถโดยสารสาธารณะครอบคลุม 6 จังหวัด ด้านครม.ปลดล็อค ขสมก.นำที่ดินหารายได้ร่วมล้างหนี้

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับอนุกรรมาธิการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า อนุกรรมาธิการได้มานำเสนอผลการศึกษาการเปลี่ยนผ่านยานยนต์จากระบบเชื้อเพลิงไปเป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าใช้เวลาราว 15 ปีในการเปลี่ยนผ่านระบบเชื้อเพลิงดังกล่าว ขณะที่กระทรวงคมนาคมก็ยืนยันว่าเป็นนโยบายที่สอดคล้องกัน แต่กระทรวงคมนาคมจะใช้เวลาราว 20 ปี เนื่องจากต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งหามาตรการจูงใจ เช่น ปรับลดค่าธรรมเนียมการต่ออายุ

 

โดยเบื้องต้นอาจเริ่มนำร่องก่อนในรถโดยสารสาธารณะขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 2,511 คัน รถจักรยายนต์รับจ้างสาธารณะ และรถแท็กซี่โดยสารสาธารณะ แต่ยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงรถยนต์มาเป็นระบบไฟฟ้าในไทยยังมีต้นทุนสูงถึงคันละ 3 แสนบาท ซึ่งไทยก็ต้องเร่งพัฒนาการผลิตโดยขณะนี้มีบริษัทไทยที่สามารถผลิตแบตเตอร์รี่ได้เองแล้ว

 

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดแผนยุทธศาสตร์ หรือ โรดแมพ (Roadmap) การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายในปี 2573 มุ่งให้ประเทศไทยมีการผลิตยานยนต์ ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 30% ของปริมาณการผลิตยานยนต์ทั้งหมด แบ่งออกเป็นแผนระยะสั้น ระหว่างปี 2563 – 2565 จะมีการขับเคลื่อนรถราชการ รถบัสสาธารณะ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารับจ้างสาธารณะ และรถส่วนบุคคลอื่นๆ ประมาณ 6 หมื่น – 1.1 แสนคัน

 

ระยะกลาง ระหว่างปี 2564 – 2568 เร่งให้มีรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด ECO EV และ Smart City Bus ประมาณ 2.5 แสนคัน และระยะยาวในปี 2573 มีเป้าหมายผลักดันให้มียานยนต์ไฟฟ้าใช้งานรวม 7.5 แสนคันทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 30% ของปริมาณผลิตรถยนต์ 2.5 ล้านคันต่อปี

 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้รับนโยบายดังกล่าวและเริ่มผลักดันเป็นมาตรการระยะเร่งด่วน (Quick Win) ด้วยโครงการจัดซื้อ/เช่า รถโดยสารไฟฟ้าของ ขสมก. ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนฟื้นฟู ขสมก.ที่อยู่ระหว่างการเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตามแผนดังกล่าว ขสมก.จะเช่ารถโดยสารปรับอากาศไฟฟ้า (EV) จำนวน 2,511 คัน โดยจ่ายค่าเช่าตามกิโลเมตรบริการที่วิ่งจริง

 

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดำเนินโครงการศึกษาจัดทำแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า นำร่องเมืองต้นแบบ 6 จังหวัด 6 เส้นทาง ประกอบไปด้วย 1.จังหวัดกรุงเทพมหานคร เส้นทางสาย 137 (รามคำแหง - ถนนรัชดาภิเษก) 2.จังหวัดเชียงใหม่ เส้นทางเดินรถในเส้นทางระบบขนส่งมวลชนหลักสายสีเขียว (ท่าอากาศยานเชียงใหม่ - ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล)

  160742696114

3.จังหวัดนครราชสีมา เส้นทางเดินรถในเส้นทางระบบขนส่งมวลชนหลักสายสีส้ม (อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี – โรงเรียนสุรนารีวิทยา) 4. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เส้นทางเดินรถโดยสารสาธารณะสายที่ 1 (วนซ้าย) และ 2 (วนขวา) เริ่มต้นจากศาลากลางจังหวัด 5.จังหวัดชลบุรี เส้นทางเดินรถโดยสารสาย 1 (เส้นทางนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร - สถานีรถไฟชลบุรี) และ 6. จังหวัดภูเก็ต เส้นทางเดินรถสาย 1814 (ภูเก็ต – ป่าตอง)

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังมีการศึกษามาตรการส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่งสาธารณะ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยมี 2 มาตรการ คือ 1. รถเมล์/รถโดยสารประจำทางพลังงาน เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการ เพิ่มสัดส่วนคะแนนในส่วนของแผนด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม จากเดิมที่กำหนดไว้ 4 คะแนน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม คาดจะประกาศใช้ในปี 2564 และ 2. รถแท็กซี่พลังงานสะอาด เช่น ขยายอายุการใช้งานสุงสุดถึง 12 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษารวบรวมข้อมูล

ด้านนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งและอำนาจการดำเนินกิจการของ ขสมก. ให้สามารถประกอบธุรกิจอื่นๆ ออกพันธบัตรเงินกู้หรือตราสารอื่นใด เพื่อการลงทุนหรือเพื่อประโยชน์แก่กิจการของ ขสมก.ได้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.

 

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้เสนอว่า ขสมก.ได้ดำเนินการศึกษาโครงการพัฒนาการใช้พื้นที่เชิงธุรกิจ อู่มีนบุรีและอู่บางเขน โดยพบว่า อู่มีนบุรีมีพื้นที่ 10 ไร่ มีราคาตลาดมูลค่า 347 ล้านบาท มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นอพาร์ตเม้นท์และตลาด ลักษณะการให้สิทธิเอกชนเข้าพัฒนาพื้นที่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ส่วนอู่บางเขนมีพื้นที่ 11ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา มีราคาตลาดมูลค่า 1,148.25 ล้านบาท มีความเหมาะสมในการพัฒนาโครงการประเภท ศูนย์การค้า โรงแรม ลักษณะเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรม

 

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริหารกิจการ ขสมก.พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้ ขสมก.เพิ่มรายได้ให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ลดภาระกับภาครัฐ จำเป็นต้องพัฒนาพื้นที่ในเชิงธุรกิจตามแผนฟื้นฟูกิจการ จึงเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา6 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพพ.ศ.2519 นอกจากนี้เพื่อการบริหารจัดการหนี้สินและเกิดประโยชน์ในการชำระหนี้ได้ในระยะยาวจำเป็นต้องออกพันธบัตรเงินกู้ จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา7(7) ในพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกัน