วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ปรับนโยบายหนุนฟื้นเศรษฐกิจ

แบงก์ชาติปรับทิศนโยบายการเงิน หันมาเน้นเศรษฐกิจเติบโต หมดห่วงเรื่องเงินเฟ้อ พร้อมดูแลค่าเงินบาทช่วยผู้ส่งออก ผนึกคลัง-บสย.แก้คอขวดสภาพคล่องเอสเอ็มอี “เศรษฐพุฒิ”ห่วงภาคท่องเที่ยวทรุดหนัก ฉุดจีดีพีปีหน้าโตต่ำกว่า 4% หนุนคลังออกมาตรการกระตุ้นบริโภค

แนวโน้มค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ปรับแข็งค่าขึ้นในขณะนี้ ทำให้ภาครัฐเป็นห่วงว่า จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ปัจจุบันถูกกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยภาคการส่งออก ซึ่งเป็นภาคธุรกิจสำคัญที่มีผลต่อจีดีพีจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสายป่านสั้น ทำให้กระทรวงการคลังประกาศย้ำว่า นโยบายการเงินที่ดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะต้องสอดประสานและผ่อนคลายกับนโยบายการคลัง เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ขณะที่มุมมองของ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิผู้ว่าการธปท.ก็ไม่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของค่าเงินบาทที่ธปท.พร้อมจะเข้าไปดูแลเพื่อลดผลกระทบต่อภาคการส่งออก และการใช้นโยบายการเงินสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ประคับประคองให้เศรษฐกิจให้ผ่านวิกฤติโควิด-19

“แนวทางการบริหารจัดการค่าเงินที่ไม่ใช่แค่ตน แต่เป็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ด้วย ชัดเจนว่า เรามีความเป็นห่วงเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่า เหตุผลเพราะบริบทของเศรษฐกิจนั้นเปลี่ยนไป”

เศรษฐพุฒิ บอกว่า บริบทของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปนั้น มาจาก 1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้น ยังมีความเปราะบาง เลยไม่อยากให้มีอะไรที่เข้ามาทำให้การฟื้นตัวสะดุด การที่ค่าเงินแข็งเร็วเกินไป ก็มีสิทธิที่จะกระทบเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 

2.ในช่วงที่ตนอยู่ในกนง.มา 6 ปี สัญญาณที่เราส่ง คือ เรื่องของการแข็งค่าของเงินบาทนั้น ในแง่ผลของเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศคู่ค้า ซึ่งที่สนใจ คือ ปริมาณการส่งออก แต่ในขณะนี้ในยามที่บริษัทจำนวนไม่น้อยมีความเปราะบาง ถ้าเป็นผู้ส่งออกรายเล็กสายป่านสั้น มาร์จิน แทบไม่มี หนี้ก็มาก ยอดขายก็ลด ก็เลยจำเป็นหรือเหมาะสมที่จะใส่ใจเกี่ยวกับมาร์จิน ซึ่งจะโยงเรื่องของค่าเงิน เป็นที่มาว่าทำไมเราอาจจะดู“กล้า” แต่ก็มีเหตุผล

เน้นพยุงภาคธุรกิจเอสเอ็มอี

เขากล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ธปท.ได้ดำเนินการเพื่อช่วยภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา คือ การพยุงหรือช่วยเลี้ยงภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระเพื่อรอให้อุปสงค์กลับมา และเพราะเราไม่ใช่หน่วยจ้างงานหรือสร้างงาน ดังนั้น เราก็จะต้องเข้าไปดูให้โครงสร้างรองรับ นั่นก็คือทำให้มีสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจไปได้ และพยายามเข้าไปช่วยลดภาระหนี้ ที่ดำเนินการ คือ ลดดอกเบี้ย และ การลดเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ

“เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราคิดว่า บ้านเราทำได้ดี คือ การดูแลสภาพคล่องในระบบ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ถือว่า เราโอเค กลไกตลาดเงินและแบงก์ทำงานได้ดี โดยดูดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีที่อยู่ที่ 1.3% สะท้อนว่า สภาพคล่องยังดี”

อย่างไรก็ดี มีคำถามว่า ปัญหาส่วนหนึ่งที่สภาพคล่องยังอยู่ในเกณฑ์ดี อาจเป็นเพราะแบงก์ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อหรือไม่ เขากล่าวว่า ในภาพรวมสินเชื่อยังขยายตัว แต่ยอมรับว่า การกระจายสินเชื่อนั้น ยังไม่ดี โดยเฉพาะการกระจายไปยังกลุ่มเอสเอ็มอี สะท้อนว่าสภาพคล่องไม่ได้ไปในจุดที่อยากให้ออกไป ประเด็นอยู่ที่ Credit Risk ซึ่งแบงก์มองความเสี่ยงของเอสเอ็มอีสูง แม้ดอกเบี้ยซอฟท์โลนที่ให้จะต่ำ แต่ก็ไม่คุ้มที่จะปล่อย วิธีแก้ คือ เราก็ใช้กลไกการค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เป็นประเด็นที่ธปท.จะโฟกัส

"สภาพคล่องในระบบมีพอ สิ่งที่ต้องการ คือ เครดิต การันตี ซึ่งเราก็ทำงานกับคลัง เพราะถือว่า เป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหา”

แบงก์คุมคุณภาพหนี้ได้ดี

สำหรับการดูแลภาพรวมคุณภาพสินเชื่อนั้น ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ได้หารือกับแบงก์ตลอด ซึ่งแบงก์กังวล คุณภาพสินเชื่อจะมีความเสี่ยง เป็นเรื่องปกติ แต่เห็นได้จากที่แบงก์ต่างๆไม่ได้ชะล่าใจ มีการตั้งสำรองเกินเกณฑ์ และปรับโครงสร้างหนี้ แต่ทั้งหลายทั้งปวง จะไม่มีสไตล์ปี 2540 เกิดขึ้น ที่ตอนนั้นหนี้เสีย 47.7% ของทั้งระบบ ฉะนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาก็ต้องไปตรงที่จะต้องตอบโจทย์

“สิ่งสำคัญ คือ เอสเอ็มอีต้องได้สินเชื่อ แต่จะได้จากแหล่งใด จะมาจากช่องทางแบงก์ปกติ หรือ มาจากซอฟท์โลน จากแบงก์รัฐ ไม่เป็นไร ซึ่งธนาคารพาณิชย์เขามีสภาพคล่องพอ ถ้าเขาพ่วงเรื่องการค้ำประกันไปด้วย น่าจะเป็นช่องทางที่ดี ผมขอย้ำว่า โจทย์เรา คือ ต้องการให้สินเชื่อไปที่ๆควรไป”

 สำหรับข้อเสนอเรื่องการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่เข้าสู่การพักกิจการชั่วคราว หรือ warehousing เป็นเรื่องที่เอกชนจะดำเนินการได้เอง จะเป็นไปตามกลไกตลาด และถ้าจะให้ธปท.เข้าไปช่วยเรื่องการผ่อนเกณฑ์อะไร ก็พร้อมพิจารณา ถ้ารูปแบบต่างๆที่เสนอตอบโจทย์ที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ตอบโจทย์ลูกหนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามธปท.จะไม่เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ คำถาม คือว่า ใครจะมาเป็นผู้บริหาร หรือ ใครจะมาเป็นผู้ลงทุน เพราะถือว่า เป็นความเสี่ยง และ แบงก์เองก็ไม่ได้ต้องการที่จะขายหนี้ออกไปทั้งหมด อาจจะต้องการบริหารเอง ลูกหนี้เอง ก็ไม่ได้อยากเข้าไปอยู่ในเอเอ็มซี เพราะอาจจะต้องการขอสินเชื่อเพิ่มจากแบงก์ ตนไม่เห็นว่า ควรตั้งเป็น National AMC เพราะขนาดของปัญหาไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น