คปภ. เล็งขยายมาตรการผ่อนปรนชำระเบี้ยประกันถึงปีหน้า หากสิ้นสุดมาตรการในสิ้นปีนี้ เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ-ประชาชน จากผลกระทบโควิด ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือ 2 สมาคมประกัน
พบประกันรถยนต์ขอใช้มาตรการมากที่สุด “สมาคมประกันวินาศภัย” เตรียมชงทำมาตรการแบบถาวรหรือขยายเป็นช่วงเวลา ย้ำต้องไม่ฉุดสถานะทางการเงินของบริษัทประกัน
นายอาภากร ปานเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ. มีแนวโน้มที่จะขยายมาตรการผ่อนปรนการชำระเบี้ยประกันที่จะหมดลงในสิ้นปีนี้เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชน
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะอนุญาตให้สำหรับผู้เอาประกันชำระเบี้ยประกันสำหรับทั้งชีวิตและการประกันวินาศภัยที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมี.ค. เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และการกักกันได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อการจ้างงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
“เรากำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมจากสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ว่าจะขยายมาตรการนี้ออกไปในปีหน้าหรือไม่ โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะต่อมาตรการช่วยเหลือ เช่น แบ่งจ่ายและผ่อนชำระเบี้ย”
สำหรับในช่วงหลายเดือนมานี้ มาตรการดังกล่าวถูกมานำใช้อย่างมากในการประกันวินาศภัย โดยเฉพาะประกันรถยนต์ที่เบี้ยประกันค่อนข้างสูงเกือบสองหมื่นบาทต่อปี ขณะเดียวกันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเช่นรถเช่าและรถตู้ท่องเที่ยวอาจยังต้องการการผ่อนคลายนี้ และนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นการท่องเที่ยวในท้องถิ่น โดยให้ภาคธุรกิจทำประกันการเดินทางให้คนไทย ก็ยังต้องติดตามว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นมากน้อยแค่ไหน ส่วนด้านการประกันชีวิต มีการกู้เงินตามสัญญากรมธรรม์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อผู้เอาประกันและธุรกิจประกันชีวิต
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมฯ อยู่ระหว่างหารือกับคปภ. เพื่อใช้มาตรการบางอย่างเป็นการปฏิบัติอย่างถาวร และบางส่วนอาจจะเป็นเพียงการขยายเป็นช่วงเวลาสั้นๆหรือขยายไประยะยาวขึ้น แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยจะดีขึ้น แต่สถานการณ์ทั่วโลกก็ยังไม่ดีนัก
สำหรับ 2 มาตรการที่เราคาดว่าจะนำมาใช้อย่างถาวรคือ การชำระคืนเบี้ยประกันและ การผ่อนปรนระยะเวลาคุ้มครอง จากหนึ่งปี เป็นสั้นกว่าหนึ่งปี หรือนานกว่าหนึ่งปี ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะทำให้ผู้ซื้อประกันมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงประกันภัยได้มากขึ้นด้วย ที่สำคัญมาตรการที่จะขอให้ดำเนินการอย่างถาวรจะต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัทประกัน
“ปัจจุบันลูกค้ามีต้องการความคุ้มครองเฉพาะบุคคลและต้องความยืดหยุ่นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยีที่ดีขึ้นยังช่วยให้ธุรกิจประกันภัยสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการแต่ละบุคคลได้มากขึ้น เช่น ประกันภัยรถยนต์ตามความต้องการ หรือ ออนดีมานด์ ซึ่งการคุ้มครองประกันภัยจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการขับรถเท่านั้น โดยจะไม่มีการเรียกเก็บเบี้ยประกัน"









