ธปท.ไฟเขียวแบงก์จ่ายปันผลแบบมีเงื่อนไขได้ไม่เกินปันผลปี 2562 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิปีนี้ หลังผลทดสอบภาวะวิกฤติออกมาเป็นบวก กองทุน 3 ปีแกร่ง เงินสำรอง 1.5 เท่าต่อหนี้เสีย และบีไอเอสสูงถึง 19.8% แต่ยังห้ามซื้อหุ้นคืน “กสิกร-กรุงไทย”ลั่นฐานะแกร่ง
หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกประกาศเมืื่อวันที่ 20 มิ.ย.2563 ห้ามธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของปี 2563 และ ห้ามซื้อหุ้นคืน เพื่อสำรองสภาพคล่องไว้รองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากของธนาคารพาณิชย์คือระดับเงินกองทุน ที่เป็นกันชนรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้เงินกองทุนจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลาย
ล่าสุดนายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.เปิดเผยว่า ธปท.เห็นชอบให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2563 ได้แล้ว แต่มีเงื่อนไข 2 ประการ 1.จ่ายได้ไม่เกินอัตราการจ่ายปันผลของปี 2562 และ 2. ต้องไม่เกิน 50 % ของกำไรสุทธิปี 2563
ทั้งนี้งวดปี 2562 ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลรวมกันประมาณ 54,934 ล้านบาท
ผลทดสอบวิกฤติชี้แบงก์แกร่ง
นายรณดล กล่าวว่า หลังจากธปท.ได้ประเมินผลของการทดสอบภาวะวิกฤติ หรือ Stress test ในปี 2563-2565 ของสถาบันการเงิน เพื่อประเมินเงินกองทุนและเงินสำรองของสถาบันการเงินในปีนี้ และช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยพบว่า ฐานะแบงก์โดยรวมแข็งแกร่ง ปัจจุบันสถาบันการเงินมีเงินสำรองถึง 1.5 เท่า ของสินเชื่อด้อยคุณภาพ จากการกันสำรองของแบงก์ที่อยู่ระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลง จากผลกระทบของโควิด-19
อีกทั้งในด้านความแข็งแกร่งเงินกองทุน ต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือ BIS สูงถึง 19.8% ในไตรมาส 3/2563 ซึ่งสูงต่อเนื่อง หากเทียบกับไตรมาส 2 ที่อยู่ 19.3% จากการจัดสรรกำไรเข้ามาเป็นเงินกองทุนและออกตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 หรือ Tier1 เช่นเดียวกับอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤติ(LCR) สูงถึง 184.9% ขณะที่ดูรายแบงก์ ก็พบว่า LCR ทุกแห่งสูงเกิน 100%
ยังห้ามซื้อหุ้นคืน
อย่างไรก็ตามครั้งนี้ ธปท.อนุญาตให้แบงก์สามารถจ่ายปันผลของปี 2563 เท่านั้น แต่การพิจารณาจ่ายปันผลระยะข้างหน้า จำเป็นต้องพิจารณาปีต่อปี เพราะข้างหน้ามีความไม่แน่นอนสูง และยังมีผลกระทบจากโควิด-19 ที่ยังมีต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันในด้านการ “ซื้อหุ้นคืน” ปัจจุบันธปท.ยังคงประกาศเดิมเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2563ที่ให้แบงก์งดการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากหากอนุญาตให้ซื้อหุ้นคืนด้วย จะกระทบต่อเงินกองทุนของระบบแบงก์ให้ลดลงมาก ดังนั้นจึงยังไม่อนุญาตให้แบงก์กลับมาซื้อหุ้นคืนได้ในปัจจุบัน
“4 เหตุผลที่ให้แบงก์มีการจ่ายปันผลบางส่วนในปี 2563 เนื่องจากแบงก์มีเงินกองทุนเพียงพอ ในการรองรับสถานการณ์เลวร้ายจากโควิด-19 และแบงก์ได้เพิ่มความระมัดระวังด้วยการทยอยตั้งสำรองและสะสมเงินกองทุนต่อเนื่อง และช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบแบงก์ ไว้รองรับความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน ลูกหนี้แบงก์ในระยะยาว และสอดคล้องกับแนวทางของแบงก์ในต่างประเทศ”
ยันสอดคล้องต่างประเทศ
นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การพิจารณาการจ่ายเงินปันผลของธปท.ครั้งนี้ ถือว่าสอดคล้องนโยบายของผู้กำกับดูของแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย
โดยสหรัฐฯ กำหนดจ่ายปันผลไม่เกินค่าเฉลี่ยของกำไรในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา และไม่ให้ซื้อหุ้นคืนถึงไตรมาส 4 ปี 2563 ขณะที่แคนาดา จ่ายได้ไม่เกินจำนวนที่จ่ายในปี 2562 และไม่ให้ซื้อหุ้นคืน ส่วนสิงคโปร์ จ่ายได้ไม่เกิน 60% ของเงินปันผลต่อหุ้นในปี 2562 และให้มีทางเลือกในการจ่ายเป็นหุ้น รวมถึงไม่ให้ซื้อหุ้นคืน และออสเตรเลีย ที่จ่ายปันผลได้ไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิปี 2563
“เมื่อ มิ.ย. ธปท.ประกาศห้ามจ่ายปันผลระหว่างกาล เพราะผลทดสอบเงินกองทุนวันนั้น ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งหลังจากนั้นเราได้เช็คสุขภาพแบงก์ โดยการให้ทำแบบประเมิน เงินกองทุนและมองไปข้างหน้า 3 ปี ถึงปี 2565 ตอนนี้รับทราบแล้วว่า ฐานะแบงก์เข้มแข็ง สามารถทนทาน และรองรับความไม่แน่นอนสูงได้ และหากดูปันผลเฉลี่ยของแบงก์ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 40% ของกำไรสุทธิ ซึ่งอาจมีแบงก์ที่สูงหรือต่ำกว่านี้บ้าง”
กสิกรไทยยันฐานะแกร่ง
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารได้ทำบททดสอบภาวะวิกฤติบนการคาดการณ์ผลกระทบในมุมต่างๆ รวมถึงสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเข้ามากระทบแบงก์ พบว่าวันนี้เงินกองทุนของธนาคารแข็งแกร่งมีเพียงพอ ในการรองรับสถานการณ์ระยะสั้น และระยะยาวถึงระยะ 3 ปีข้างหน้าได้แน่นอน และเชื่อว่าธนาคารอื่นๆก็น่าจะแข็งแกร่งเช่นเดียวกัน
สถานการณ์วันนี้่ไม่เหมือนตอนวิกฤตต้มยำกุ้งที่ระบบธนาคารขาดทุนสะสม แต่วันนี้ธนาคารยังมีกำไรแม้จะลดลงหากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นในแง่ของการพิจารณาจ่ายเงินปันผล ผู้ถือหุ้นก็มีสิทธิ ที่จะคาดหวังเงินปันผล แต่บนกำไรที่ลดลง ผลตอบแทนที่ให้ก็อาจต้องลดลง
“จากเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง เชื่อว่า จะทำให้ธนาคารมีศักยภาพในการเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ได้ ดังนั้นก็ต้องช่วยยื้อ ประคองให้ยาลูกหนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกหนี้จะผ่านพ้นวิกฤติ”
อย่างไรก็ตามจากการทำผลประเมินของธปท. จากลูกหนี้ทุกกลุ่ม ประเมินว่า หลังจากหมดมาตรการชำระหนี้ไปแล้วในช่วงที่ผ่านมาลูกหนี้จะมีศักยภาพในการกลับมาชำระหนี้ปกติได้ถึง 70-80% โดยไม่เข้าแพ็คเกจการช่วยเหลือของธนาคาร ขณะที่มีอีกราว 20% ที่ยังต้องการให้ช่วยเหลือผ่านมาตรการต่างๆต่อ แต่ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้เอสเอ็มอีที่กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ
ดังนั้นส่วนที่ต้องช่วยต่อ 20% ธนาคารอยู่ระหว่างการติดตามดู และหามาตรการที่เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม และประเมินว่า ลูกหนี้ต้องช่วยเหลือผ่านโครงการพักหนี้ ตามนโยบายของธปท. อีก 6 เดือนหรือไม่ หรืออาจให้การช่วยเหลือเพิ่มเติม ยาวกว่า 6 ปี เป็น 1-1 ปีครึ่งเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้พ้นวิกฤตได้จริงๆ ซึ่งเหล่านี้ต้องพิจาณากันเป็นรายๆไป
กรุงไทยยันเงินกองทุนปึ้ก
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ธนาคารก็มีการส่งผลทดสอบภาระวิกฤติไปที่ธปท.เรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าเงินกองทุนของธนาคารแข็งแกร่งในการรองรับวิกฤติข้างหน้าเช่นเดียวกัน ส่วนจะสามารถจ่ายปันผลได้หรือไม่ต้องรอดูนโยบายธปท. ส่วนแนวโน้มภาพรวมสินเชื่อ ยังสามารถเติบโตได้ดี เนื่องจากสินเชื่อหลายกลุ่มยังสามมารถเติบโตได้
ขณะที่การช่วยเหลือลูกหนี้ มีลูกหนี้อีกปริมาณพอสมควรที่ธนาคารยังต้องเข้าไปช่วยเหลือต่อไป แต่เริ่มเห็นลูกหนี้มีศักยภาพชำระหนี้มากขึ้นอย่างช้าๆดีขึ้น แต่อยู่ในลักษณะระมัดระวัง เพราะยังมีความเปราะบางสูง
“มาตราการช่วยเหลือต่อไปคงต้องดูกันต่อว่าจะมีอะไรออกมาอีก แต่เชื่อว่าแบงก์ชาติก็ต้องยืดหยุ่นสำหรับแบงก์ เพราะวันนี้คือหน้าผาของเอ็นพีแอล ดังนั้นกลไกก็ต้องทำงาน กฎเกณฑ์ก็ต้องยืดหยุ่น”
โบรกชี้ข่าวดีหนุนราคาหุ้นแบงก์
นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ทรีนีตี้ กล่าวว่า ธปท. ได้ออกประกาศ เรื่อง ให้สถาบันการเงินจ่ายปันผลได้ หลังจากได้ประเมิน Stress Test ของสถาบันการเงินในปี 2563-2565 แล้วพบว่าสถาบันการเงินยังมีเงินกองทุนและเงินสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์เลวร้ายจากการระบาดของโควิด-19 โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีอัตราการกันเงินสำรองถึง 1.5 เท่าของ NPL และมีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 19.8% ณ ไตรมาส3ปี2563
อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังมีมาตรการเชิงป้องกัน โดยให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายปันผลปี 2563 ได้ไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิปี 2563 และไม่เกินอัตราที่จ่ายในปี 2562 เพื่อรักษาระดับเงินกองทุน
ทั้งนี้บริษัทมองเป็นกลางต่อปัจจัยดังกล่าว โดยมีปัจจัยบวก คือ ธนาคารสามารถผ่าน Stress Test ภายใต้เงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวดของ ธปท. ได้ สะท้อนความแข็งแกร่งของเงินสำรองและเงินกองทุนของธนาคาร และยังช่วยลดความไม่ชัดเจนที่ ธปท. อาจขอความร่วมมือไม่ให้ธนาคารจ่ายปันผลทั้งปีอย่างที่กังวลกันไว้ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยลบ คือ เงื่อนไขการจ่ายปันผลที่ไม่เกิน 50% และไม่เกินอัตราที่จ่ายในปี 2562 นั้น ทำให้คาดการณ์ผลตอบแทนจากปันผลน้อยลงกว่าที่เราและตลาดประเมินไว้ก่อนหน้า
โดยภายใต้เงื่อนไขของ ธปท. เราคาดอัตราผลตอบแทนจากปันผลเฉลี่ยของกลุ่มจะลดลงเหลือ 3.9% จากราว 4.3% ของประมาณการก่อนหน้า โดยธนาคารที่คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากปันผลลดลงเยอะที่สุด คือ TISCO (จาก 7.5% ลดลงเหลือ 4.7%)









