นายกฯแย้มต่ออายุมาตรการคนละครึ่ง “สุพัฒนพงษ์” เตรียมชง ศบศ.คาดขยายเวลาแต่คงวงเงินเท่าเดิมวันละ 150 บาท
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาและปาฐกถา ในงานสัมมนา “ภาคธุรกิจไทยในวิถียั่งยืน”วันนี้ (11 พ.ย.) ว่าโครงการคนละครึ่งว่าเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจมาก รัฐบาลกำลังจะพิจารณาขยายระยะะเวลามาตรการออกไป
“วันนี้คนลงทะเบียนกันมากมาพร้อมๆกันระบบมันก็ล่ม AI มันตายไปเลย ก็มาด่ารัฐบาล ก็มาลงพร้อมกันหมดแต่ไม่เป็นไร คนสนใจมากก็ต่อออกไปได้”
ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาลกับประชาชนเพื่อกระตุ้นการบริโภคเป้าหมาย 10 ล้านคน วงเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านบาทจากรัฐบาล3 หมื่นล้านบาท และประชาชน 3 หมื่นล้านบาท
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 พ.ย. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับทราบข้อมูลผลการดำเนินงานโครงการคนละครึ่งที่กระทรวงการคลังได้รายงานให้ ครม.รับทราบซึ่งได้รับการตอบรับจากร้านค้าและประชาชนเป็นอย่างดี นายกรัฐมนตรีพอใจผลลัพธ์ของโครงการและได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูว่าจะมีการเพิ่มเติมมาตรการเศรษฐกิจอื่นๆเพื่อให้เกิดการจับจ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้หรือไม่
ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีพอใจโครงการคนละครึ่งเมื่อผลตอบรับดีก็ทีแนวโน้มที่จะขยายออกไป โดยในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด19 ( ศบศ.) ในสัปดาห์หน้าจะมีการหารือกันเรื่องมาตรการเศรษฐกิจ โดยจะรับฟังจากข้อมูลและปรับปรุงมาตรการที่ผ่านๆมา ซึ่งถ้าเป็นมาตรการที่ดีก็อาจให้มีการขยายและเพิ่มระยะเวลามาตรการออกไปอีกได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าโครงการคนละครึ่งมีผลตอบรับดีมากน่าจะมีการขยายออกไปหรือไม่นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่าก็น่าจะมีแต่ขอให้รอดูหลังการประชุม ศบศ.จะมีการแถลงข่าวเรื่องนี้
เมื่อถามเพิ่มเติมว่าการขยายวงเงินเพิ่มจาก 150 บาทต่อวันหรือไม่รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงานกล่าวว่าคงไม่เพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันเพราะการเพิ่มวงเงินก็อาจเป็นช่องเป็นความเสี่ยงต่อมิจฉาชีพได้ตนมองว่าในขนาดเงินเท่านี้กำลังดีความเสียหายต่อรัฐจะไม่มากและช่วยให้มีการร่วมจ่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนร้านค้าที่ทุจริตก็ให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการและเชื่อว่าประชาชนจะช่วยกันสอดส่องดูแลเพราะโครงการนี้เป็นประโยชน์กับประชาชนเอง








