การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กับ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.2563
ขณะนี้ทั้ง สกพอ.กองทัพเรือและเอกชนเร่งเดินหน้าให้เป็นไปตามแผน อนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา กรรมการ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการดังกล่าว โดยระบุว่า ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ในขั้นตอนจัดทำแผนแม่บทสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพราะหลังไทยโดนธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ส่งผลให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินและให้ทำแผนแม่บทสนามบิน
การพัฒนาโครงการนี้เป็นสนามบินแห่งแรกที่ทำแผนแม่บทตามกฎหมายที่ปรับเปลี่ยนใหม่ ซึ่งบริษัทฯ ได้ทำคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า หรือ Demand Forecast รวมทั้งมีความร่วมมือกับพันธมิตรหลายส่วนเพื่อช่วยออกแบบและทำแผนแม่บทให้สมบูรณ์
“ตอนนี้เหลือเวลา 6 เดือนในการทำแผนแม่บท ภายหลังจากที่ได้จ้าง กลุ่มบริษัท OPi นำโดย OCG และ PCKK บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ให้บริการงานวิศวกรรมที่ปรึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญงานโครงการระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ เข้ามาวางแผนแม่บทสนามบินอู่ตะเภา หลังจากนี้จะเห็นอีกหลายความร่วมมือเข้ามาเพิ่ม”
การทำแผนแม่บทสนามบินไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเสร็จในเวลาสั้น เพราะมีรายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานหลายส่วน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ที่ต้องมีสถานีอยู่ภายใต้อาคารผู้โดยสาร ซึ่ง สกพอ.จะตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง 2 โครงการ แบะยืนยันว่าไม่มีปัญหาติดขัดที่จะส่งผลต่อการดำเนินงาน
สำหรับการทำแผนแม่บทท่าอากาศยานอู่ตะเภา จะทำ Demand Forecast เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค ดังนั้นต้องประเมินกลุ่มเป้าหมายผู้โดยสารให้ชัดเจน
“กลุ่มเป้าหมายไม่ใช่แค่พัทยา ระยองหรือกรุงเทพฯ แต่เรามองไกลกว่านั้น เราจะต้องออกแบบเพื่อรองรับการเดินทางเชื่อมต่อจากทางน้ำ ทางราง ทางบก และการขนส่งสินค้าทางอากาศ”
บริษัทฯ มั่นใจการพัฒนาอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางการเดินทางและเป็นส่วนสนับสนุนความสำเร็จของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะก่อนยื่นประมูลได้เห็นศักยภาพพื้นที่ โดยไม่ได้มองว่ายื่นประมูลเพื่อให้ได้พื้นที่ 6,500 ไร่ มาพัฒนา แต่มองว่าถ้าพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศ
“ความคาดหวังจากการพัฒนาเมืองการบินไม่เพียงแต่พัฒนาสนามบิน แต่พื้นที่ 6,500 ไร่ จะมีฟรีเทรดโซนเป็นโอกาสการสร้างเมืองใหม่ ซึ่งเอกชนเชื่อมั่นต่ออีอีซีสูงเพราะตั้งแต่ขายซอง ทางกลุ่มบางกอกแอร์เวย์ก็ไปซื้อ และมานั่งคิดกันว่าโครงการนี้อยู่ในโลเคชันดี เทียบกับฮ่องกงที่วันนี้เป็นฮับใหญ่ของโลก ก็มีความสำเร็จจากการมีสนามบินสนับสนุนการขนส่ง”
โชคชัย ปัญญายงค์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สกพอ.กล่าวว่า โครงการนี้เอกชนต้องลงทุนระยะที่ 1 เปิดบริการในปี 2567 รองรับผู้โดยสาร 15.9 ล้านคนต่อปี ก่อนขยายลงทุนระยะที่ 2 เปิดบริการปี 2574 รองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี ระยะที่ 3 เปิดบริการภายปี 2587 รองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องให้รองรับสูงสุดในปี 2600 มากกว่า 60 ล้านคนต่อปี
สำหรับแผนงานเบื้องต้น ภายหลังลงนามสัญญาเอกชนร่วมทุน เมื่อ 19 มิ.ย.2563 ทราบว่าเอกชนจะเริ่มก่อสร้างเดือน ธ.ค.2564 โดย สกพอ.เตรียมส่งมอบพื้นที่ภายใน 18 เดือน จัดทำ EHIA และเตรียมความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยกรอบการดำเนินงานเอกชนจะก่อสร้างระยะที่ 1 เสร็จใน 3 ปี เปิดให้บริการภายในปี 2567 ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญต้องพัฒนาสนามบินที่เชื่อมรถไฟความเร็วสูงด้วยเพื่อให้การเดินทางเชื่อมต่อกัน







