วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Have Fundกองทุนหุ้นกลาง-เล็ก ผลงานโตเด่นสวนโควิด

แม้ว่าเศรษฐกิจโดยภาพรวมยังฟื้นตัวช้าแต่ในภาวะการณ์ปัจจุบันแนวโน้มการเติบโตของหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Mid-Small Cap) มีมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่( Big Cap ) เนื่องจากการปรับตัวได้เร็วกว่า และความสามารถในการชิงส่วนแบ่งการตลาดที่ดีกว่า

โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ใน SET Index ผู้จัดการกองทุน คาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 39% ในปี 2564 แต่หากดูเฉพาะกำไรของบริษัทที่อยู่ใน SET50 และ SET100 จะมีการเติบโต 29.5% และ 35.6% ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตของกำไรของทั้งตลาด เนื่องจากบริษัทขนาดกลางและเล็กมีอัตราการเติบโตสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ หากไม่รวม 50 บริษัทที่อยู่ใน SET50 แล้ว พบว่า กำไรของบริษัทขนาดกลางและเล็กจะมีการเติบโตสูงถึง 72.1% ในปี 2564

อีกทั้ง “หุ้น Mid-Small Cap” ในอุตสาหกรรมมีให้เลือกลงทุนมากกว่าและหลายอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีการเติบโตดี และได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 เช่น  ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสินค้าไอที ที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G และ เทรนด์การใช้ Cloud  ,กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยางและถุงมือยาง จะมีการเติบโตสูงมาก  และ กลุ่มธุรกิจเกี่ยวข้องกับอาหาร จากผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมไปปรุงอาหารเองมากขึ้น และธุรกิจเกี่ยวข้องกับอาหารสัตว์ยังมียอดขายสูงขึ้นจากแนวโน้มการดูแลสัตว์เลี้ยงมากขึ้นหลังจากช่วงล็อกดาวน์

สำหรับ “กองทุนหุ้น Mid-Small Cap ” ที่ยังสามารถทำผลตอบแทนในระดับ “ดีที่สุด” และ “สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่ม คือ กองทุนเปิดทาลิส MID-SMALL CAPหุ้นทุน หรือ TLMSEQ เมื่อพิจารณาผลตอบแทน ณ 27 ต.ค. 2563 ผลตอบแทนย้อนหลัง3 เดือนอยู่ที่ 2.81% ,ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 35.21% ,ย้อนหลัง 1ปี อยู่ที่ 4.66% และย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ -4.95% ขณะที่ผลตอบแทนค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่-0.1% ,ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 20.94% ,ย้อนหลัง1ปีอยู่ที่-4.25% และย้อนหลัง3ปีอยู่ที่ -8.08%

 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ณ 30 ก.ย.2563กองทุน TLMSEQมีผลตอบแทน3.83% และตั้งแต่จัดตั้ง(20ธ.ค.2559) มีผลตอบแทน -0.45% ยังสูงกว่าผลตอบแทนดัชนี sSET TRI อยู่ที่ -4.57% และ-7.73% ด้วยจุดเด่นของกองทุน TLMSEQ เน้นการลงทุนในหุ้น Mid -Small Cap ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ โดยเป็นไปในลักษณะที่ส่งผลให้กองทุนมี net exposure ในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80 %ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 

สำหรับสัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรก (ณ 30 ก.ย. 2563 ) ได้แก่ บมจ. ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) 8.05% ,บมจ.เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (MEGA) 7.28 %, บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT)6.86 % , บมจ.เจ มาร์ท (6.21%)และบมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)  (STGT)5.56%

 แต่อย่างไรก็ตามกองทุน TLMSEQ มีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนต้องระมัดระวัง โดยในระยะสั้น หุ้น Mid-Small Cap มีโอกาสผันผวนสูงกว่าหุ้น Big-Cap เนื่องจากสภาพคล่องในการซื้อขายที่น้อยกว่าและมีความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาหลักทรัพย์

ดังนั้นกองทุน TLMSEQ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้มาก และคาดหวังผลตอบแทนที่สูง เพราะในระยะสั้น หุ้น Mid-Small Cap มีโอกาสผันผวนสูงกว่าหุ้น Big-Cap เนื่องจากสภาพคล่องในการซื้อขายที่น้อยกว่า แต่ในระยะยาวหากผลการดำเนินงานของหุ้น Mid-Small Cap ที่ลงทุนยังมีการเติบโตที่สูงกว่าตลาดโดยรวม จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดโดยรวมได้

สำหรับค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจากกองทุน TLMSEQ แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 2.24% ต่อปี และค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน1 % ต่อปี ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุน อยู่ที่ 10.0075บาทต่อหน่วย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 26.89 ล้านบาท(27 ต.ค.2563 ) นโยบายของกองทุนไม่มีการจ่ายปันผล

อย่างไรก็ดี การลงทุนในกองทุนหุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้น Mid-Small Cap หรือ Big-Cap ควรเป็นการลงทุนระยะยาว เนื่องจากในระยะสั้น“ราคาหุ้น”มีโอกาสผันผวนตามปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากระทบแต่ในระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนภาพผลประกอบการของบริษัทเอง