บอร์ด AEC ทุ่ม 180 ล้านบาท ซื้อหุ้น 2 บริษัท "ไทย สมายล์ บัส-คัฟเวอร์แนนซ์" คาดทำรายการเสร็จภายในต.ค.นี้ หวังช่วยหนุนผลการดำเนินงานในอนาคต
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AEC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ว่าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)บริษัท อนุมัติแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)คิงฟอร์ด ) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการปรับโครงสร้างกิจการและอนุมัติตั้ง บริษัท อวานการ์ด แคปปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อให้ความเห็นและคำปรึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างกิจการ
นอกจากนี้อนุมัติให้เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) จำนวน 12 ล้านหุ้นคิดเป็น 100%ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ TSB และซื้อหุ้นสามัญ บริษัท คัฟเวอร์แนนซ์ จำกัด (CVN) จำวน 1.09 ล้านหุ้น คิดเป็น 9.91% ของหุ้นทั้งหมด CVN จำนวน 60 ล้านบาท รวมมูลค่าซื้อทั้ง 2 บริษัทม 180 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการซื้อเสร็จภายในเดือน ต.ค.2563
ทั้่งนี้ TSB ประกอบธุรกิจการขนส่งผู้โดยสารด้วยรถประจำทางในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งได้ลงทุนใน 8 บริษัทที่ได้รับอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ขณะที่ TSB ได้รับสัมปทานใบอนุญาตเส้นทางเดินรถขนส่ง 7 ปี จากกรมขนส่งทางบก โดยรถยนต์ที่ให้บริการเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อน และมีสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่ ระบบ E-Ticket , Wifi และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติTSB จะมีรายได้หลักจากการให้บริการเดินรถในการจำหน่ายตั๋วโดยสาร รายได้จากค่าโฆษณาด้านข้างรถโดยสาร และการจำหน่ายสินค้าบนรถ โดยธุรกิจดังกล่าว เป็นธุรกิจที่มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าแทนพลังงานเชื้อเพลิง ประกอบกับมีการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน
ส่วน CVN ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประเภทเสื้อผ้าที่เน้นการผลิตแบบนวัตกรรม ได้แก่ เป็นผู้ผลิต ออกแบบ และจำหน่ายเสื้อผ้าทุกประเภท โดยใช้การผลิตที่คิดค้นในรูปแบบที่เป็นนวัตกรรม เช่น เสื้อผ้าไฮโดรเทค เสื้อโครงการ ชุดนักเรียน จีวรกันยุง หน้ากากไฮโดรเทค เป็นต้น ให้บริการด้านงานปัก และพิมพ์ต่าง ๆ ตัวแทนจำหน่าย และบริหารสินค้าคงคลังที่เป็นสินค้าทุกประเภท และจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ รวมถึงระบบขนส่งสินค้า
สำหรับแหล่งเงินลงทุนในการเข้าซื้อหุ้นของ 2 บริษัทดังกล่าวจะมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการลงทุนครั้งนี้มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นในอนาคต อีกทั้งเป็นการขยายการลงทุนร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจอื่น ๆ เพื่อสร้างการเติบโตในผลการดำเนินงานของบริษัท และเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต









