วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TKN มึนหุ้นพุ่งแรง ปัดข่าวจับมือ ‘เป๊ปซี่’

หุ้น TKN พุ่งกว่า 26% ท่ามกลางกระแสข่าวกลุ่มเป๊ปซี่ สนเข้าซื้อหุ้น ขณะ "ผู้บริหาร" ออกโรงปฏิเสธ ย้ำไม่เคยมีการเจรจา พร้อมยืนยันไม่ทราบสาเหตุราคาหุ้นขึ้นแรง ด้าน ตลท. สั่งติดแคชบาลานซ์ 8-28 ต.ค.

ราคาหุ้น บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) ปรับขึ้นร้อนแรงในวานนี้(7ต.ค.) โดยเฉพาะช่วงการซื้อขายภาคบ่ายซึ่งมีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่น พร้อมๆ กับกระแสข่าวในห้องค้าหลักทรัพย์ว่า กลุ่ม “Pepsi” จะเข้าซื้อหุ้น TKN เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลให้มีแรงเก็งกำไรในหุ้น TKN เข้ามาอย่างคึกคัก

โดยหุ้น TKN ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดของวันที่ 12.80 บาท ก่อนจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยมาปิดตลาดที่ระดับ 12.60 บาท เพิ่มขึ้น 2.60 บาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 26% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นเป็นอันดับหนึ่งของวันกว่า 2,432 ล้านบาท ซึ่งราคาหุ้นในระดับดังกล่าว ถือเป็นราคาที่ทำสถิติสูงสุดรอบเกือบ 2 ปี 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางผู้บริหาร TKN ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวแล้ว

นายคู่สูรย์ รัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN กล่าวยืนยันว่า บริษัทยังไม่มีข้อตกลงใดๆ กับทาง แป๊บซี่ ตามที่เป็นกระแสข่าวในห้องค้าหลักทรัพย์  และไม่ทราบเหตุผลที่ราคาหุ้น TKN ปรับขึ้นร้อนแรงด้วย ซึ่งบริษัทขอยืนยันว่า ยังไม่มีดีลหรือโครงการใหม่ที่จะประกาศออกมาในช่วงเร็วๆ นี้

“สาเหตุที่ราคาหุ้นพุ่งแรง ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร เรายังไม่มีอะไรใหม่ในช่วงนี้ ซึ่งมีกระแสข่าวลือตั้งแต่ช่วงเช้าว่าเป๊ปซี่จะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท โดยยืนยันว่าบริษัทยังไม่เคยมีดีลหรือการคุยกันในเรื่องนี้”

นายคู่สูรย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทปีนี้นั้น บริษัทคาดว่ายอดขายจะปรับตัวลดลงจากปีก่อนราว 10-15% เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศที่ปรับตัวลดลงจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ยอดขายของเถ้าแก่น้อยลดลงตามไปด้วย 

ขณะที่ปัจจุบันตลาดในต่างประเทศเริ่มมีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้นโดยเฉพาะในประเทศจีนที่คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 ปี 2563 น่าจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของยอดขาย เพราะมีเทศกาลวันชาติจีนและมาตรการกระตุ้นยอดขายวันที่ 11 เดือน 11

ส่วนแนวโน้มผลดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากปกติยอดขายจะปรับตัวสูงกว่าอยู่แล้ว โดยปัจจุบันโครงสร้างยอดขายของบริษัทสัดส่วนกว่า 40% อยู่ในประเทศจีนและอีก 40% ในประเทศไทย ส่วนที่เหลืออีก 20% กระจายอยู่ใน 40 ประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัทได้เน้นการบริหารจัดการด้านต้นทุนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้แม้ยอดขายในช่วงที่ผ่านจะปรับตัวลดลง แต่กำไรก็ยังใกล้เคียงจากช่วงเดียวกันปีก่อน และจะพยายามจะรักษากำไรปีนี้ไม่ให้ลดลงต่ำกว่าปีก่อนที่ทำได้ 366 ล้านบาท

นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า  TKN ได้ปฏิเสธข่าวเรื่องการที่ Pepsi จะเข้ามาซื้อหุ้น TKN เพื่อเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ อย่างไรก็ตามบริษัทมีการเจรจากับผู้ที่อาจจะเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ในเบื้องต้นพันธมิตรใหม่ทางธุรกิจที่ TKN มองหาจะเป็นผู้ที่ช่วยให้บริษัทขยายตลาดในประเทศสหรัฐและกลุ่มประเทศในยุโรป

 “จากการสอบถามข้อมูลกับทาง TKN บริษัทแจ้งว่ามีการมองหาพาร์ทเนอร์รายใหม่อยู่ตลอด เพราะเมื่อบริษัทต้องการขยายตลาดใหม่ๆ หากไม่มีพาร์ทเนอร์ในพื้นที่นั้นๆ เท่ากับว่าบริษัทจะต้องตั้งหน่วยกระจายสินค้าเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก ส่วนพาร์ทเนอร์ที่จะเข้ามาร่วมนี้อาจจะเป็นการเข้ามาถือหุ้น TKN หรืออาจจะเป็นเพียงการรับสินค้าไปขายอย่างเดียว ส่วนกระแสข่าวเรื่องการเข้ามาซื้อหุ้นของ Pepsi บริษัทยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ส่วนราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาแรง บริษัทน่าจะมีการแจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์เพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง”

ส่วนแนวโน้มรายได้ของ TKN ในไตรมาส 3 น่าจะผิดไปจากที่บริษัทตั้งไว้ แต่บริษัทได้พยายามบริหารต้นทุนให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อจากจีน ทำให้ยอดขายจากจีนช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไฮซีซันจะเติบโตขึ้นอย่างมาก และอาจจะทำจุดสูงสุดใหม่รายไตรมาสได้

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ได้กำหนดให้หุ้น TKN เป็นหุ้นที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย "แคชบาลานซ์ "โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 -28 ต.ค.2563