IVL พุ่งขึ้นเกือบ 13% ปิดที่ 23.70 บาท พร้อมโวลุ่มเพิ่ม 5 เท่า นักวิเคราะห์ชี้ดีมานด์เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ขณะที่ราคาหุ้นก่อนหน้าลดลงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีในรอบ 5 ปี
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL ล่าสุดปิดที่ 23.70 บาท เพิ่มขึ้น 12.86% จากวันก่อนหน้า พร้อมปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น 550% จากค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า โดยราคาปัจจุบันเป็นการทำจุดสูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา
แหล่งข่าวนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้น IVL เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งส่วนมากปรับตัวขึ้น โดยปัจจัยหนุนเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า คือ ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ (spread) ของ PET และ PTA ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ IVL
สำหรับสัปดาห์นี้ แนวโน้มของ PET น่าจะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยังมีราคาต่ำอยู่ เนื่องจากภาวะอุปทานส่วนเกิน (oversupply) ของ PTA ทำให้ spread น่าจะยังดีต่อเนื่อง และสต๊อกของน้ำมันดิบลดลงสะท้อนอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจัยที่เข้ามาหนุนเพิ่มเติมคือการคลายความกังวลต่อการแพร่รระบาดของโควิด-19 หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว หลังจากเข้ารับการรักษาจากการติดเชื้อโควิด-19
"สำหรับราคาเป้าหมายของ IVL อยู่ที่ราว 36 บาท ซึ่งราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกังวลในเรื่องของดีมานด์ที่ถูกกดดันจากโควิด-19 ต่อเนื่อง ทำให้การบริโภคอาจจะลดลง"
ด้าน บล.บัวหลวง ระบุว่า ราคาหุ้น IVL ปรับตัวแย่กว่าหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและตลาดนับตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และทำให้ราคาปิดต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ก่อนหน้านี้ลดลงไปแตะระดับ 0.8 เท่า ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดเมื่อต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเรามองว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผล เนื่องจากบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และอุปสงค์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2564 จึงมองเป็นโอกาสในการซื้อสะสม
หากมองไปยังปี 2564 เราคาดว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ และเศรษฐกิจโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยธนาคารกลางโลกคาดว่า GDP โลกจะเติบโตได้ 4.2% ในปีหน้า ซึ่งจะหนุนให้อุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ IVL เติบโตแข็งแกร่ง เนื่องจากอัตราการเติบโตของอุปสงค์สำหรับอุตสาหกรรมปลายทางส่วนใหญ่จะเติบโตมากกว่า 1 เท่า ของการเติบโตของ GDP เช่น อาหารและเครื่องดื่มเติบโต 1.3 เท่าของ GDP ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เติบโต 2.3 เท่าของ GDP เครื่องแต่งกายเติบโต 1.3 เท่าของ GDP






