DELTA ราคาหุ้นพุ่ง 221%ในรอบ3 เดือน ทำนิวไฮแตะ 173.50 บาท ด้านผู้บริหาร ชี้ เกิดจากนักลงทุนเชื่อมั่น ผลดำเนินงานเติบโตดี-จ่ายปันผลสูง แย้มกำไรปีนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ ด้านนักวิเคราะห์ คาด มีโอกาสเข้า SET50
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดใหม่ อยู่ที่173.50 บาท เพิ่มขึ้น 221% ในรอบ3 เดือน หนุนให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหุ้น DELTA พุ่งขึ้นทะลุ 2.1 แสนล้านบาท จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากสุดอันดับ 11 ของตลาดหุ้นไทย หากราคายังยืนอยู่ระดับนี้ มีโอกาสเข้าSET50 และSET100
นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เปิดเผยว่า ราคาหุ้นของบริษัท ที่ปรับตัวขึ้นมาสูงต่อเนื่อง เป็นเพราะทุกคนเชื่อมั่นในสิ่งที่บริษัททำได้ และ บริษัทจ่ายเงินปันผลดีมาโดยตลอด รวมถึงกำไรที่มีโอกาสจะทำลายสถิติที่ผ่านมา และการซื้อกิจการใหม่ๆ เข้ามาเสริม น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาได้
สำหรับแนวโน้มของธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2564 ยังไปในทิศทางเชิงบวก และค่อนข้างจะดีในทุกหน่วยธุรกิจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ DELTA เป็นผู้ผลิตที่มีเสถียรภาพมาก และเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถป้อนให้กับตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ในแง่ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้บริษัทไม่ได้เน้นมากนัก แต่จะให้ความสำคัญกับการทำกำไรมากกว่า โดยคาดว่าอัตรากำไรสุทธิจะยืนสูงกว่า 10% ได้ค่อนข้างแน่นอน และโดยภาพรวมทั้งปีแล้ว บริษัทคาดหวังว่าจะเห็นกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ในปีนี้
“ภาพในปี 2564 จริงๆ แล้วยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี แต่ยังมีความกังวลอยู่บ้างเกี่ยวกับโควิด-19 เพราะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หากเกิดเหตุการณ์ระบาดขึ้นมาอีกครั้ง และต้องมีการปิดประเทศหรือเกิดความวุ่นวายต่างๆ ก็จะกระทบต่อบริษัทได้ แต่โดยรวมเรายังคาดหวังว่าผลงานในปีนี้จะสามารถทำลายสถิติที่ผ่านมาได้”
น.ส.นารี อภิเศวตกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้น DELTA ซึ่งหลุดออกจาก SET100 ในรอบที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะถูกดึงกลับเข้ามาใหม่ได้ เนื่องจากมาร์เก็ตแคป ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก รวมถึงสภาพคล่องการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน สำหรับก่อนหน้านี้ที่หุ้นถูกถอดออกไปจาก SET100 เนื่องจากประเด็นในเรื่องสภาพคล่องการดำเนินงาน (liquidity) รวมถึงประเด็นค่าเงินบาท และการแข่งขันของธุรกิจที่ค่อนข้างสูง
“ในปีนี้ตั้งแต่มีเรื่องโควิด-19 และการปรับการขายสินค้าของบริษัท เน้นสินค้ามาร์จิ้นสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับเซิฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งให้อัตรากำไรสูงกว่าผลิตภัณฑ์เดิมๆ ที่ขายอยู่ก่อนหน้า ขณะเดียวกันค่าเงินบาทก็ช่วยหนุนด้วย ส่วนครึ่งปีหลังก็น่าจะดีต่อเนื่อง แม้อัตรากำไรอาจจะอ่อนลงเล็กน้อย อีกประเด็นคือเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า และการเป็นหุ้นเทคโนโลยีซึ่งได้อานิสงส์จากการเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้”
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2563 ซึ่งเพิ่งจะผ่านไปนี้ บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี ระบุว่า เราคาดว่า DELTA จะรายงานกำไรสูงรอบใหม่สุดในไตรมาส 3 ที่ 2.15 พันล้านบาท เติบโต 261% จากปีก่อน และ 6% จากไตรมาสก่อน หนุนจากรายได้เซิฟเวอร์และชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ เรามีมุมมองที่ดีมากขึ้นต่อธุรกิจธุรกิจอุปกรณ์จ่ายไฟของรถยนต์ไฟฟ้าของ DELTA หลังจากการเปิดตัวรถ Volkswagen ID.3 ประสบความสำเร็จ โดยรวมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายสูงขึ้นที่ 202 บาท อิง P/E 29.1 เท่า
ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุว่า ในฐานะผู้ผลิตแบบ OEM รายใหญ่ของเพาเวอร์ซัพพลาย DELTA จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มของการลงทุนอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์ของทั้งโลกในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้เป็นต้นไป และความคืบหน้าของรถยนต์ไฟฟ้าและเราเชื่อว่า DELTA จะได้งานจาก Delta Taiwan เพิ่มขึ้นในอนาคตหลังการทดสอบระบบและคุณภาพของสินค้า
ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป สูงกว่า 23.8% ในครึ่งปีแรก ไปแตะระดับ 25.9% แต่ด้วยราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 37% ในเดือนที่ผ่านมาคิดเป็นค่า P/E ที่ 28 – 30 เท่า ทำให้อัพไซด์มีจำกัด ปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ”
นอกจากนี้ เชื่อว่าอุปสงค์ของเพาเวอร์ซัพพลายที่เพิ่มขึ้นจะหนุนธุรกิจต่อไปท่ามกลางการตุนสต็อคและธุรกิจพัดลมของระบบ นอกจากนี้ การสั่งแบน Huawei ของสหรัฐ เป็นปัจจัยบวกต่อ DELTA จากส่วนแบ่งการตลาดและอำนาจต่อรองที่เพิ่มขึ้น
เราปรับประมาณการปี 2563 – 2564 ขึ้น 15 – 17% เพื่อสะท้อนอัตรากำไรที่ดีขึ้น หนุนโดยอุปสงค์ของเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับ Cloud, PC และชิ้นส่วนต่างๆ และการดำเนินงานของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะดีขึ้นในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โดยปรับประมาณการของอัตรากำไรขึ้น 0.8 – 1.1% เป็น 24.4% – 24.9% ตามลำดับ ทำให้ผลประกอบการจะเพิ่มขึ้น 115% และ 9% ในปีนี้และปีหน้า อยู่ที่ 6.3 พันล้านบาท และ 6.9 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยมีมูลค่าเหมาะสมที่ 139 บาท อิง P/E ที่ 25.1 เท่า สำหรับปี 2564









