สถาบันคุ้มครองเงินฝาก มั่นใจฐานะแบงก์ไทยยังแกร่ง สะท้อนผ่านเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สูงกว่า 19.2% ขณะ ยอดเงินฝากพุ่งต่อเนื่อง เผยครึ่งปีแรกโต 8% เหตุคนไม่มั่นใจสถานการณ์โควิด เลือกเก็บเงินสดไว้กับแบงก์
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ระบุว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่สถานการณ์ของธนาคารพาณิชย์ยังคงมีความแข็งแกร่ง เห็นได้จากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 19.2% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำหนดไว้ที่ระดับ 8.5%
แม้ว่ากำไรของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 ของปีนี้ จะลดลงเหลือเพียง 3 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ระดับ 6 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 49% แต่โดยรวมยังถือว่า ไม่มีปัญหา หากเทียบกับในช่วงปี 2540 เนื่องจากสถาบันการเงินมีการปรับตัว และมีการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ เงินกองทุนคุ้มครองเงินฝาก ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ยังมีเพียงพอ หากเกิดปัญหาธนาคารพาณิชย์ล้มละลาย โดยมีเงินในกองทุน 129,969.13 ล้านบาท ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ต้องเป็นห่วงหากเกิดความไม่แน่นอนของสถาบันการเงิน
“วันนี้ ไม่ได้แย่ ถ้าเกิดปัญหา เราพร้อมที่จะทำหน้าที่ โดยขอให้ประชาชนอย่าเชื่อข่าวลือ แต่ให้สอบถามโดยตรงมาที่สคฝ.ได้ ทั้งนี้ หากสถาบันการเงินใดมีปัญหา สคฝ.จะชำระเงินฝากตามระดับการคุ้มครองภายใน 30 วัน โดยที่ผู้ผูกบัญชีพร้อมเพย์จะได้รับเงินก่อน”
ส่วนสถานการณ์เงินฝากช่วงโควิด-19 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา มียอดเงินฝากเพิ่มสูงขึ้นถึง 6% ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 มียอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 8% เนื่องจาก สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจจึงเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้กับตัวมากกว่าการนำไปลงทุนประเภทอื่น ทำให้ยอดเงินฝากเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดเงินฝากทั้งปีจะขยายตัว เฉลี่ย 4-6% จากปีก่อนที่มียอดเงินฝากประมาณ 14 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับเดียวกันกับในช่วงปีที่ผ่านมา
“แม้ครึ่งปีแรก ยอดเงินฝากจะเติบโต 8% แต่คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาส 3 และ ไตรมาส 4 การขยายตัวของยอดเงินฝากจะลดลง เนื่องจากสถานการณ์โควิดเข้ามา อาจจะทำให้ช่วงครึ่งปีหลังมีประชาชนได้รับผลกระทบและตกงานมากขึ้น จึงทำให้มีการถอนเงินฝากออกมาใช้จ่าย จึงคาดว่าจะส่งผลให้ยอดการฝากเงินทั้งปี เฉลี่ยอยู่ที่ 4-6% เติบโตระดับเดียวกันกับปีที่ผ่านมา”
ทั้งนี้ สคฝ.คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะติดลบ 8.5-9% ใกล้เคียงกับการประมาณการของกระทรวงการคลัง เนื่องจากยังคงมีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งตัวเลขนักท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังติดลบ รวมถึงการหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ยังไม่มีความแน่นอน
อย่างไรก็ดี แม้ยังมองว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่หวังว่าการติดลบดังกล่าวจะลดลง เนื่องจากการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่รวมกับมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น การออกมาตรการคนละครึ่ง และการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามา








