วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เชื่อมั่นต่างชาติ‘ดิ่งหนัก’ ‘เฟทโก้’ชี้อยู่ในเกณฑ์ ‘ซบเซามาก’

“เฟทโก้” เผยดัชนีเชื่อมั่นหุ้นไทยร่วงกว่า 21% ทำสถิติต่ำสุดรอบ 5 เดือน จากปัจจัยการเมือง-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล่าช้า โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้ลงทุนต่างชาติดิ่งหนักอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซาอย่างมาก” ด้าน “ไพบูลย์” จี้รัฐเร่ง “ใช้เงิน” กระตุ้นเศรษฐกิจ

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ลดลง 21% มาอยู่ที่ 67.52 จุด อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นกลุ่มที่ความเชื่อมั่นซบเซาอย่างมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลุ่มอื่นอยู่ในระดับทรงตัว

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ FETCO กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่นักลงทุนกังวล คือ เรื่องของการเมืองในประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจะปรับตัวได้แย่กว่าตลาดอื่นในภูมิภาค (Underperform) แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมโควิด-19 ได้ค่อนข้างดี 

ส่วนอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทย คือ ความล่าช้าของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีนโยบายต่างๆ ออกมาแล้วก่อนหน้านี้ เช่น การอนุมัติเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากแผน 4 แสนล้านบาท ออกมาเพียง 4 หมื่นล้านบาท หรือโครงการปล่อยวงเงินกู้ (Soft loan) จากงบประมาณ 5 แสนล้านบาท ก็ปล่อยออกมาได้เพียง 1 แสนกว่าล้านบาท

“โดยส่วนตัวเชื่อว่าการเมืองเป็นปัจจัยระยะสั้น ในส่วนข้อเรียกร้องหลายอย่างจากการชุมนุม ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะรับไปปฏิบัติ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องไปรอดูกันว่าการแก้ไขออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร โดยรวมจึงคิดว่าสามารถทยอยซื้อหุ้นได้ เพราะในขณะนี้ราคาหุ้นในไทยก็ค่อนข้างต่ำ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคงจะทำด้วยความเร็วแบบเดิมไม่ได้ และอยากให้ภาครัฐกล้าจะใช้เงินมากกว่านี้ในการพยุงเศรษฐกิจ”

หากแยกพิจารณาปัจจัยต่างๆ ตามมุมมองของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม นักลงทุนรายบุคคล และนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ เป็นกลุ่มที่กังวลกับเรื่องของการเมืองมากที่สุด ในขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมองว่าปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นมากที่สุดคือการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ 

ส่วนนักลงทุนต่างชาติกังวลในเกือบทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การเติบโตของเศรษฐกิจ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และเศรษฐกิจในยูโรโซน ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติออกมาต่ำมาก

ในแง่ของหมวดธุรกิจ จะเห็นว่าน้ำหนักของการลงทุนจะเทไปทางกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) คือ กลุ่มอาหาร สื่อสาร ขณะที่กลุ่มธนาคารและท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่นักลงทุนสนใจน้อยที่สุด

ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) นับแต่ต้นปี 2563 ถึงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าอ่อนแอกว่าภูมิภาคค่อนข้างชัดเจน โดยดัชนีติดลบ 17% เทียบกับดัชนี MSCI Emerging Market ที่ติดลบ 1.5% โดยเฉพาะในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งหุ้นไทยติดลบ 1.3% ดีกว่ามาเลเซียประเทศเดียวที่ติดลบ 4.9% ในขณะที่ประเทศในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ดัชนีปรับตัวขึ้น

ด้าน นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) รอบเดือน ก.ย. นี้ จากผลสำรวจดัชนีอยู่ที่ระดับ 50 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับครั้งที่แล้วและอยู่ในเกณฑ์ “ไม่เปลี่ยนแปลง (Unchanged)” สะท้อนมุมมองของตลาดที่ว่ากนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำแล้ว และรัฐบาลมีการออกมาตรการด้านต่างๆ มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง