วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง 'เอสซีจี แพคเกจจิ้ง' - เผยกำไรครึ่งปี 63 โต 45%

ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่งหุ้น 'เอสซีจี แพคเกจจิ้ง' (SCGP) จ่อขายไอพีโอ 1.12 พันล้านหุ้น ขณะที่บริษัทเผยกำไรครึ่งปี 2563 โต 45% ทำได้ 4.19 พันล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เริ่มนับหนึ่งไฟลิ่ง บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ซึ่งเตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอ โดยจะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น และหาก ณ วันปิดการเสนอขายมีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allonment) จำนวน 169.13 ล้านหุ้น ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะขายหุ้นไอพีโอ SCGP มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ถือหุ้นในสัดส่วน 99.04% และภายหลังจากการเสนอขายคาดว่าสัดส่วนจะลดลงไปเหลือ 70%

สำหรับวัตถุประสงค์การระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินไปใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัทฯ (organic) และ/หรือการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น (inorganic) รวมถึงชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับบริษัทใหญ่ และ/หรือสถาบันทางการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ แต่หากบริษัทยังไม่ได้ใช้เงินระดมทุนในการขยายธุรกิจ อาจจะพิจารณานำเงินไปชำระคืนหนี้เพิ่มเติม

การดำเนินงานของ SCGP แบ่งออกเป็น 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 80 - 85% และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 15 - 20%

สำหรับฐานะการเงินของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 2561 และ 2562 และวันที่ 30 มิถุนายน 2563 บริษัทมีสินทรัพย์รวม จำนวน 91,312 ล้านบาท 93,246 ล้านบาท 139,513 ล้านบาท และ 144,360 ล้านบาท ตามลำดับ โดยสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2562  มีสาเหตุหลักมาจากการควบรวมกิจการ Fajar และ Visy Packaging Thailand 

ขณะที่หนี้สินของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 39,986 ล้านบาท ในปี 2561 เป็น 76,697  ล้านบาท ในปี 2562 มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมจาก SCC และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน เพื่อเป็นเงินทุนในการควบรวมกิจการดังกล่าว

ในแง่รายได้จากการขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 4,374 ล้านบาท หรือ 10.5% เป็น 45,903 ล้านบาท สำหรับงวดหกเดือนปี 2563 โดยรายได้จากการขายจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากการขายจากสายธุรกิจเยื่อและกระดาษลดลง

ส่วนกำไรของบริษัทสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2563 ทำได้ 4,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของรายได้ ขณะเดียวกันในปี 2562 บริษัทมีผลกำไรสุทธิลดลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมจาก SCC และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน เพื่อเป็นเงินทุนในการควบรวมกิจการ รวมถึงการลดลงของหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับพัฒนาการสำคัญในปีนี้ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติแผนการเสนอซื้อหุ้นสามัญในสัดส่วนข้างมากของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชั้นนำในด้านบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ จากเยื่อและกระดาษ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นครโฮจิมินห์ โดยลงทุนผ่าน TCG ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นโดยบริษัท และ Rengo ในสัดส่วน 70:30 ตามลำดับ โดยในเดือนพฤษภาคม TCG ได้ทำการเจรจาและเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ถือหุ้นของ SOVI เพื่อทำการซื้อหุ้นเพื่อควบรวมกิจการของ SOVI โดยผู้ขายอยู่ในระหว่างดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent) ในสัญญาซื้อขายหุ้น