ราคาหุ้น BAM เปิดตลาดดิ่ง 6% หลังกำไรไตรมาส 2 ร่วง 82% นักวิเคราะห์ชี้รายได้ขายสินทรัพย์ลดลงหลังล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19 แต่ประเมินกระแสเงินสดยังแข็งแกร่ง พร้อมคาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุด
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ หรือ BAM หลังเปิดตลาดซื้อขายเช้านี้ (31 ส.ค.) ราคาหุ้นลดลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 23 บาท หรือลดลงราว 6% จากวันก่อนหน้า โดยหลักถูกกดดันจากผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งรายงานกำไรสุทธิที่ 136 ล้านบาท ลดลง 82% จากปีก่อน
นายธนัฐภัทร์ สุขศรีชวลิต นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ราคาหุ้น BAM ที่ย่อตัวลงมาเป็นผลจากผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดมองไว้ 80% โดยหลักเป็นผลจากรูปแบบการบันทึกรายได้ของบริษัท แม้จะมีเงินสดเข้ามาในบริษัทจริง แต่ไม่สามารถรับรู้รายได้ได้ ด้วยเหตุผลจากการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีและเหตุการณ์โควิด-19 ที่เข้ามากระทบ
“ในความเป็นจริง BAM ยังเก็บเงินสดเข้ามาได้ราว 2,700 ล้านบาท แม้จะต่ำกว่าปีก่อน 6% และต่ำกว่าไตรมาสแรก 14% แต่ยังสูงกว่าที่ตลาดมองคาดไว้ว่าจะลดลง 20% ในขณะเดียวกันบริษัทรับรู้ต้นทุนเข้ามาทั้งหมด”
สำหรับแนวโน้มในอนาคตของ BAM น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ หลังจากลูกค้าเริ่มกลับมาจ่ายเงินได้ตามปกติ รวมถึงกรมบังคับคดีกลับมาเปิดได้ปกติเช่นกัน คาดว่าผลประกอบการน่าจะกลับไปใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา สำหรับโครงสร้างธุรกิจโดยภาพรวมยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
“หลังจากที่กลับมามีการประมูลทรัพย์ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณการขาย NPA กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และด้วยกระแสเงินสดของบริษัทที่ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ยังคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ที่ 1 บาทต่อหุ้น ตามที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้”
ด้าน บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า รายได้จากเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ (NPL) อ่อนตัวลงถึง 28% จากไตรมาสก่อน โดยหลักเป็นการลดลงจากกำไรจากการขายหลักประกัน เนื่องจากมีการหยุดทำการของกรมบังคับคดีในเดือน เม.ย. - พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 ทำให้การขายทอดตลาดหลักประกันต้องเลื่อนออกไป
สำหรับกำไรจากการขายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 92% จากไตรมาสแรก แต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้จาก NPL ที่ลดลงได้ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงเล็กน้อยตามรายได้ ขณะที่สำรองหนี้ (ECL) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นการหักรายได้จาก NPL ในส่วนค้างรับ
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ดีขึ้นทำให้กรมบังคับคดีกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ ในขณะที่ในแง่ของการขาย NPA นั้น ทางบริษัทจะยังคงทำการอนุมัติราคาพิเศษในระดับใกล้เคียงเดิม และยังทำโปรโมชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราคาดว่ากระแสเงินสดจาก NPL จะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ส่วนกระแสเงินสดจาก NPA จะยังคงอยู่ในระดับสูง
สำหรับประเด็นด้านผลประโยชน์ทางภาษี (DTA) บริษัทได้มีการประเมินมูลค่าใหม่ ซึ่งมี DTL จากลูกหนี้กรมบังคับคดีเพิ่มขึ้น ทำให้ผลประโยชน์ทางภาษีที่เหลืออยู่สุทธิอยู่ที่ 5 พันล้านบาท โดยบริษัทมีนโยบายจะรับรู้รายการดังกล่าวให้ได้มากที่สุดในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เรายังไม่รวมเข้ามาในประมาณการ
ขณะที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า แม้ระยะสั้นเราคาดตลาดจะตอบสนองเชิงลบต่องบไตรมาส 2 ที่อ่อนแอกว่าคาด แต่ในช่วงกลางถึงยาวเราคาด BAM ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากผลดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและยอดขายทั้ง NPL และ NPA มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ BAM ยังเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มหนี้เสียของสถาบันการเงินที่คาดเริ่มปรับตัวขึ้นในปี 2564 ทำให้ซัพพลายของหนี้ NPL ไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น






